อพท.ชูท่องเที่ยวชุมชน ลดความเหลื่อมล้ำ 3 จ.ชายแดนภาคใต้

อพท. จับมือ 8หน่วยงาน นำแผนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวโดยชุมชนอย่างยั่งยืน หรือ CBT Thailand พัฒนาให้กับชุมชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พันเอก ดร. นาฬิกอติภัค แสงสนิท ผู้อำนวยการ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน หรือ อพท. กล่าวว่า อพท. ร่วมกับ 8 หน่วยงานลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนต้นแบบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ระยะเวลาดำเนินงาน 3 ปี เพื่อพัฒนาต้นแบบการท่องเที่ยวโดยชุมชนที่สามารถยกระดับความอยู่ดีมีสุขของคนในชุมชนได้ และเพื่อส่งเสริมให้การท่องเที่ยวโดยชุมชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีคุณภาพและเป็นที่ยอมรับในตลาดการท่องเที่ยวคุณภาพทั้งในและต่างประเทศ 8 หน่วยงาน ประกอบด้วย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการเสริมสร้างสุขภาพ จังหวัดยะลา จังหวัดปัตตานี จังหวัดนราธิวาส และมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา โดยอพท. เห็นตรงกันที่จะนำยุทธศาสตร์ CBT Thailand ใช้พัฒนาชุมชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เนื่องจาก พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ได้เห็นผลสัมฤทธิ์ของ อพท. จากการนำแผนCBT Thailand พัฒนาการท่องเที่ยวให้กับชุมชนในพื้นที่พิเศษแล้วได้ผลเป็นที่น่าพอใจ สามารถพิสูจน์ได้ว่า การสอนให้ชุมชนใช้กลไกการจัดการการท่องเที่ยวนั้น นอกเหนือจากจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของชุมชนแล้ว การทำท่องเที่ยวโดยชุมชนยังก่อให้เกิดความสามัคคีปรองดองความสมานฉันท์ และช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมให้กับประชาชนได้อีกด้วย “ความร่วมมือครั้งนี้เกิดขึ้นจากนโยบายของ พลเอกฉัตรชัย ผู้กำกับดูแล อพท. ที่ต้องการให้ อพท. ใช้เครื่องมือการจัดการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ไปใช้บูรณาการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยผ่านกระบวนการ ร่วมคิด ร่วมวางแผน ร่วมปฏิบัติ เพื่อให้เกิดการร่วมรับผิดชอบ และร่วมรับผลประโยชน์ เพื่อมุ่งเน้นการสร้างการมีส่วนร่วม สร้างการยอมรับ และลดความขัดแย้งและความเหลื่อมล้ำในสังคม ซึ่งจะช่วยยกระดับให้ชุมชนท้องถิ่นในพื้นที่ดังกล่าวมีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนต่อไป” รูปแบบการทำงาน อพท. จะดำเนินงานใน 4กิจกรรมหลัก คือ…

Share this post
Read More

SGP รับอานิสงส์ราคา LPG พุ่ง ลุ้นยอดขายพุ่งแตะ 3.5 ล้านตัน

SGP โชว์งบไตรมาส 2/61 กำไรทะลักล้น 766 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 1,259% รับนิสงส์ราคาก๊าซ LPG ในตลาดโลกพุ่งแตะ 560 ดอลลาร์/ตัน   นายศุภชัย วีรบวรพงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามแก๊ส แอนด์ ปิโตรเคมีคัลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SGP เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของบริษัทและบริษัทย่อยในไตรมาส 2/61 มีรายได้รวม 16,186 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,659 ล้านบาท หรือ 20% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนมีรายได้รวม 13,527 ล้านบาท โดยได้รับปัจจัยหนุนจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากธุรกิจจำหน่ายก๊าซ LPG ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ จากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น และราคาก๊าซ LPG ในตลาดโลก (CP Saudi Aramco) ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่าในงวดเดียวกันของปีก่อน โดยราคาก๊าซ LPG ในตลาดโลก ในช่วงไตรมาส 2/61 มีราคาเฉลี่ยประมาณ 512 ดอลลาร์/ตัน เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 412 ดอลลาร์/ตัน นอกเหนือจากธุรกิจก๊าซ LPG ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ในส่วนของธุรกิจโรงไฟฟ้าของ SGP ซึ่งปัจจุบันมีโรงไฟฟ้า 2 โรงในเมียนมา กำลังการผลิต 230 เมกะวัตต์ และ 10 เมกะวัตต์ ซึ่งในช่วงไตรมาส 2/61 โรงไฟฟ้าพลังงานดีเซล ขนาดกำลังการผลิต 10 MW เริ่มจ่ายไฟเข้าระบบในเชิงพาณิชย์ ทำให้เริ่มมีการรับรู้รายได้จากการขายไฟ ทั้งนี้ แนวโน้มผลการดำเนินงานในช่วงที่เหลือของปีนี้ คาดว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่องและแข็งแกร่ง โดยได้รับปัจจัยบวกจากราคาก๊าซ LPG ที่ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง…

Share this post
Read More

รอแยลเฮ้าส์ ส่งแบบบ้านใหม่มัดใจลูกค้า

“รอแยลเฮ้าส์”ปรับแผนบุกตลาดครั้งใหญ่ เร่งสื่อสารกับลูกค้แบบครบวงจร ลุยเชื่อมโยงช่องทางการติดต่อสื่อสารกับลูกค้าจากออนไลน์สู่ออฟไลน์ นายโกศล โควิสุทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท รอแยลเฮ้าส์ จำกัด เปิดเผยว่า จากการเก็บข้อมูลและสถิติของรอแยลเฮ้าส์ พบว่า พฤติกรรมเชิงลึก (Insight) ของลูกค้าตลาดรับสร้างบ้านเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก จากเดิมเมื่อ 7-8 ปีก่อน ลูกค้าตลาดรับสร้างบ้านจะเป็นลูกค้าที่รู้จักแบรนด์จากช่องทางออฟไลน์เกือบ 100% และออนไลน์ราว 0% แต่ปัจจุบัน ช่องทางออนไลน์กลับมีบทบาทสำคัญเพิ่มขึ้นมากอย่างมีนัยยะสำคัญ โดยมียอดคนรู้จักแบรนด์จากช่องทางดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็นราว 25% “สิ่งที่มาพร้อมกับการเติบโตของช่องทางออนไลน์คือ ความคาดหวังที่สูงขึ้น ความไว้วางใจต่อแบรนด์ที่มีชื่อเสียงลดลง และความเชื่อจากการหาข้อมูลออนไลน์ การแข่งขันเองก็สูงขึ้นด้วย จากเดิมที่เมื่อก่อนมีบริษัทรับสร้างบ้านอยู่ไม่มาก และทุกคนอยู่บนช่องทางออฟไลน์ แต่ขณะนี้ มีบริษัทรับสร้างบ้านเพิ่มขึ้น และหลายบริษัทก็หันมาแข่งขันกันทางออนไลน์   อย่างไรก็ดี บริษัทมีแผนปรับตัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการและพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น นอกจากการให้ความสำคัญกับคุณภาพของบ้าน ดีไซน์ใหม่ๆ ที่พัฒนามาตลอดกว่า 30 ปีแล้ว บริษัทยังหันมาให้ความสำคัญกับการทำการตลาดด้วยการติดต่อสื่อสารกับลูกค้าหลายช่องทาง (Omni Channel) และเชื่อมโยงช่องทางการติดต่อสื่อสารกับลูกค้าจากออนไลน์สู่ออฟไลน์ (O2O) สร้างประสบการณ์ความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าในการติดต่อสร้างบ้าน เบื้องต้น บริษัทได้ใช้ Content Marketing แบบ Educational Marketing ผ่านทางแฟนเพจ มุ่งเน้นให้ความรู้เกี่ยวกับการสร้างบ้าน ข้อมูลไลฟ์สไตล์เรื่องบ้าน เทรนด์ต่างๆ ตลอดจนลงตัวอย่างผลงานปลูกสร้างบ้านจริง ซึ่งเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับลูกค้าที่ต้องการสร้างบ้าน ขณะเดียวกันยังมีแอดมินแฟนเพจที่คอยตอบคำถามลูกค้าอย่างรวดเร็ว (responsive admin) พร้อมดูแลลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปัจจุบัน Facebook Fanpage ของรอแยลเฮ้าส์ มียอดติดตามมากกว่า 7.2 หมื่นคน นอกจากนี้ ยังได้ปรับปรุงเว็บไซต์ของบริษัทครั้งใหญ่ให้มีข้อมูลรายละเอียดแบบบ้านและข้อมูลที่จำเป็นอย่างครบถ้วน นายโกศล กล่าวอีกว่า สำหรับการทำตลาดผ่านช่องทางออฟไลน์นั้น บริษัทจะเข้าร่วมออกบูธในงานรับสร้างบ้านและวัสดุ หรือ Home Builder & Materials Expo 2018 ในวันที่…

Share this post
Read More