นายชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) (LALIN) เปิดเผยถึงศักยภาพของทำเลรังสิตว่า พื้นที่ในทำเลรังสิตตั้งแต่ลำลูกกา รังสิต-องครักษ์ และคลองหลวง ถือเป็นพื้นที่ของการพัฒนาโครงการบ้านจัดสรรมาอย่างยาวนาน เนื่องจากเป็นทำเลที่มีความสะดวกในด้านการเดินทางจากโครงข่ายคมนาคมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ถนนวิภาวดีรังสิต ทางด่วนดอนเมืองโทลล์เวย์ ถนนวงแหวนฝั่งตะวันออก

“ปัจจุบันผู้บริโภคที่ซื้อโครงการที่อยู่อาศัยในทำเลรังสิตจะเป็นคนที่ทำงานอยู่ในแหล่งงานขนาดใหญ่ กลุ่มแรกได้แก่ กลุ่มที่อยู่ในอุตสาหกรรมการบินและธุรกิจที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งถือเป็นลูกค้ากลุ่มใหญ่ของทำเลนี้ นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มลูกค้าที่อยู่ในแหล่งงานอื่นๆ ในพื้นที่ เช่น คนที่ทำงานในห้างสรรพสินค้าต่างๆ ศูนย์ราชการ มหาวิทยาลัย ตลาดไท รวมถึงแหล่งงานนอกพื้นที่โดยอาศัยการเดินทางด้วยถนนวงแหวน และเมื่อรถไฟฟ้าทั้ง 2 เส้นทางเปิดให้บริการจะยิ่งขยายฐานลูกค้าเข้าสู่ในเมืองมากขึ้น”
ทั้งนี้ โครงการที่อยู่อาศัยในทำเล ลำลูกกา-รังสิต ถือเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคในเมือง ซึ่งโครงการทาวน์โฮมของบริษัทฯ ในทำเลรังสิต ราคาเริ่มต้นประมาณ 2 ล้านบาท ได้ห้องนอน 3 ห้องนอน และที่จอดรถ 2 คัน ส่วนบ้านราคาเริ่มต้นจะอยู่ที่ 2 ล้านกว่า – 6 ล้านบาท

สำหรับ 7 โครงการของบริษัทฯ ที่เปิดขายในทำเลรังสิต ประกอบด้วย
1.โครงการไลโอ บลิสซ์ รังสิต-คลองหลวง
2. โครงการไลโอ บลิสซ์ ลำลูกกา-คลอง 2
3.โครงการบุรีรมย์ รังสิต-ลำลูกกา คลอง 4
4. โครงการลลิล ทาวน์ ลำลูกกา คลอง 4-5
5. โครงการลลิล ทาวน์ วงแหวน-ลำลูกกา คลอง 6
6. โครงการลลิล ทาวน์ รังสิต-คลอง 2
7. โครงการไลโอ บลิสซ์ รังสิต-คลอง 4
“สำหรับผลประกอบการในไตรมาสที่ 3 ถือว่าบริษัทฯ ทำผลงานได้อย่างดี มียอดรับรู้รายได้อยู่ที่ 1,214 ล้านบาท ขยายตัวจากไตรมาสก่อนหน้า 40% และขยายตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน 27% ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังคงความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนต่างๆ ได้ดี ส่งผลให้ในไตรมาส 3 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 239 ล้านบาท ขยายตัวจากไตรมาสก่อนหน้าถึง 60% และขยายตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน 38% ส่วนยอดรับรู้รายได้ในช่วงของ 9 เดือนแรกของปี 2562 อยู่ที่ 3,393 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 642 ล้านบาท ขยายตัว 12% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมั่นใจว่าจากความมุ่งมั่นตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ตามนโยบายและกลยุทธ์ที่วางเอาไว้ บริษัทฯ จะสามารถทำผลงานในปีนี้ได้เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งยอดรับรู้รายได้เอาไว้ที่ 4,650 ล้านบาท ซึ่งเป็นเป้าหมายเดิมที่ประกาศไว้ตั้งแต่ต้นปี”
“ในช่วงไตรมาสที่ 3 ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยมีแนวโน้มที่ดีขึ้น จากที่ต้องปรับตัวอย่างมากในไตรมาส 2 จากมาตรการ LTV อย่างไรก็ตามในไตรมาสที่ 4 ตลาดรวมก็น่าจะยังทรงตัว ซึ่งเป็นผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจของโลกและในประเทศที่ยังมีแนวโน้มทรงตัว และผลจากมาตรการ LTV ที่ยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ปัจจัยบวกของตลาดที่มีอยู่ในขณะนี้เป็นเรื่องของอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงซึ่ง
จะช่วยให้ลูกค้าสามารถกู้บ้านได้ง่ายขึ้น และในไตรมาสสุดท้ายถือเป็นช่วง High Season ของการซื้อบ้านจากลูกค้าที่ได้ปรับเงินเดือนและโบนัส จะเริ่มมองหาการซื้อที่อยู่อาศัยบวกกับมาตรการรัฐที่ออกมา ลดค่าธรรมเนียมโอน และจดจำนอง รวมถึงวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ย พิเศษจากธอส. ทั้งนี้จึงเป็นแรงบวกที่จะช่วยกระตุ้นตลาดในช่วงโค้งสุดท้ายของปี”
