การพัฒนาอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม จะส่งผลต่อการพัฒนาขีดความสามารถในการเพาะเลี้ยง และการผลิตสัตว์น้ำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูง ปลอดภัย ได้มาตรฐาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการเพิ่มมูลค่าและศักยภาพการแข่งขันของประเทศ การประชุมวิชาการของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นายเปรมศักดิ์ วนัชสุนทร ผู้บริหารสูงสุด สายงานวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) ร่วมบรรยายเรื่อง การพัฒนาอุตสาหกรรมสัตว์น้ำของประเทศไทยให้สอดคล้องกับแนวทาง BCG และ Thailand4.0 ในงานสัมมนานวัตกรรมสู่อนาคตการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ยั่งยืน ณ ห้องประชุมออดิทอเรียม บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี ระบุว่า การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของประเทศไทยมีการปรับตัวมาอย่างต่อเนื่อง แนวทาง BCG (Bio-Circular-Green) และ Thailand 4.0 ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ ในส่วนของ BIO Economy หรือเศรษฐกิจชีวภาพ มีการต่อยอดผลิตภัณฑ์ทรัพยากรทางชีวภาพที่มีในประเทศ มาใช้อย่างคุ้มค่า เน้นการเพิ่มผลผลิต สร้างมูลค่าเพิ่ม มีการนำโปรตีนจากสาหร่ายมาใช้ทดแทนการใช้ปลาป่น และกากถั่วเหลือง รวมถึงลดคาร์บอนไดออกไซด์และของเสีย มีการนำโปรไบโอติก จุลินทรีย์มาช่วยขับเคลื่อนการเลี้ยง ทั้งเพื่อแก้ปัญหาสุขภาพกุ้ง และช่วยปรับปรุงคุณภาพน้ำให้ดีขึ้น ประเทศไทยมีศักยภาพทั้งด้านบุคลากร และทรัพยากรไม่แพ้ชาติใดๆในโลก ด้านCircular Economy หรือเศรษฐกิจหมุนเวียนในวงการสัตว์น้ำ ได้นำทรัพยากรมาใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด เน้นการหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ และลดของเสียที่เกิดจากกระบวนการผลิตให้เหลือน้อยที่สุด ด้วยการเพิ่มมูลค่าของเสียที่เกิดจากการเลี้ยงกุ้ง สำหรับGreen Economy หรือเศรษฐกิจสีเขียว เป็นการนำเทคโนโลยีการผลิตที่เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดสมดุลระหว่างเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมตั้งแต่การผลิต จนถึงมือผู้บริโภค ในฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้มีการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยี ออโตเมชั่น มาปรับใช้ในกระบวนการผลิต ส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน และบูรณาการหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้ ช่วยให้การจัดการดีขึ้น มีประสิทธิภาพดีขึ้น และมีความเสี่ยงลดลง นอกจากนำระบบการให้อาหารอัตโนมัติมาใช้ ยังมีการต่อยอดอุปกรณ์กล้องใต้น้ำที่ทำให้สามารถติดตามน้ำหนักเฉลี่ยของกุ้งที่เลี้ยงผ่านระบบในมือถือ ไม่เพียงกระบวนการเลี้ยงที่มีการคิดค้นให้เกิดของเสียน้อยที่สุด แต่ยังรวมถึงบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรสิ่งแวดล้อมสามารถย่อยสลายได้ 100% ซึ่งซีพีเอฟได้รับการยืนยันจาก GSSI (Global sustainable seafood…
Read MoreMonth: April 2023
กรุงศรีคาดเงินบาทสัปดาห์นี้ซื้อขายในกรอบ 33.95-34.65 ลุ้นดอลลาร์ฟื้นตัวช่วงสั้น
กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) มีมุมมองต่อทิศทางค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ว่า เงินบาทสัปดาห์นี้มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 33.95-34.65 บาท/ดอลลาร์ เทียบกับสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทปิดอ่อนค่าที่ 34.23 บาท/ดอลลาร์ หลังซื้อขายแคบๆในช่วง 34.20-34.39 บาท/ดอลลาร์ โดยเงินดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินสำคัญส่วนใหญ่ยกเว้นเงินเยนในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยดัชนีดอลลาร์แตะระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 1 ปี ขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจบ่งชี้ว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อเป็นขาลงแม้เงินเฟ้อพื้นฐานยังคงอยู่ในระดับสูง นอกจากนี้ รายงานการประชุมเมื่อวันที่ 21-22 มี.ค.ของธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด)ระบุว่าผู้ดำเนินนโยบายหลายรายกังวลว่าปัญหาในภาคธนาคารจะทำให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย อย่างไรก็ดี เงินดอลลาร์ลดช่วงลบท้ายสัปดาห์หลังเจ้าหน้าที่เฟดแสดงความเห็นสนับสนุนการคุมเข้มนโยบายการเงินต่อไป โดยสัญญาล่วงหน้าสะท้อนว่ามีความเป็นไปได้ราว 78% ที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 25bp สู่ระดับ 5.00-5.25% ในการประชุมวันที่ 2-3 พ.ค. ทางด้านกองทุนการเงินระหว่างประเทศ(IMF)ปรับลดแนวโน้มเศรษฐกิจโลกในปีนี้ลงเล็กน้อยเป็นเติบโต 2.8% เนื่องจากดอกเบี้ยที่สูงขึ้นและภาวะปั่นป่วนในระบบธนาคารเพิ่มความไม่แน่นอนต่อภาคเศรษฐกิจนอกเหนือจากอัตราเงินเฟ้อที่สูงต่อเนื่องและผลกระทบจากสงครามในยูเครน ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติซื้อหุ้นไทยสุทธิ 420 ล้านบาท แต่ขายพันธบัตร 3,465 ล้านบาท สำหรับภาพรวมในสัปดาห์นี้ กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ กรุงศรี มองว่า ตลาดจะติดตามข้อมูลจีดีพีไตรมาส 1/66 ของจีนรวมถึงเงินเฟ้อฝั่งยุโรป ในภาพใหญ่เรามองว่าแม้เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมรอบถัดไปแต่มีโอกาสสูงที่จะเป็นการขึ้นครั้งสุดท้ายของวัฎจักร ขณะที่ธุรกิจขนาดย่อมเข้าถึงสินเชื่อได้ยากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญและทิศทางเงินเฟ้อที่ชะลอลงในระยะข้างหน้าบ่งชี้ว่าเฟดจะยุติการขึ้นดอกเบี้ยก่อนธนาคารกลางหลักหลายแห่ง ในภาวะเช่นนี้เราประเมินว่าเงินดอลลาร์อาจย่ำฐานในกรอบและฟื้นตัวอย่างจำกัดเมื่อเทียบกับสกุลเงินส่วนใหญ่ ขณะที่ท่าทีของผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น(บีโอเจ)คนใหม่ซึ่งทำให้ตลาดเลื่อนการคาดการณ์ว่าบีโอเจจะปรับนโยบาย Yield Curve Control ออกไปสร้างแรงกดดันให้เงินเยนอ่อนค่าเพียงชั่วคราวเท่านั้น สำหรับปัจจัยในประเทศ ธปท.กล่าวว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอย่างค่อยเป็นค่อยไปและต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมามีส่วนช่วยให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไม่สะดุดและลดความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ ขณะที่ผู้ดำเนินนโยบายการเงินไม่สามารถระบุได้ว่าดอกเบี้ยสูงสุดจะอยู่ที่เท่าใด แต่คาดว่ายังต้องควบคุมความเสี่ยงเกี่ยวกับเงินเฟ้อต่อไป Views: 261
Read Moreอพท.สืบสานประเพณีแห่หงส์-ธงตะขาบ
นาวาอากาศเอก อธิคุณ คงมี ผู้อำนวยการองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน หรือ อพท. มอบหมายให้ นายสุธารักษ์ สุนทรวิภาต ผู้จัดการสำนักงานพื้นที่พิเศษ 1 (อพท.1) คุ้งบางกะเจ้า อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ร่วมพิธีเปิดงานประเพณีแห่หงส์-ธงตะขาบ ครั้งที่ 31 ของพี่น้องชาวไทยเชื้อสายรามัญ ในพื้นที่ อ.พระประแดง ซึ่งเป็นประเพณีที่จัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ไทยมอญ บริเวณ สนามโรงเรียนอำนวยวิทย์ จ.สมุทรปราการ Views: 443
Read Moreส่งพัสดุ 8 ปลายทางอาเซียน เริ่มต้น 280 บาท
ไปรษณีย์ไทยส่งเสริมการค้าระหว่างชาติอาเซียน อัดโปรฯ ASEANPACK ส่งคุ้มต่างประเทศราคาเหมาจ่าย ลดสูงสุด 15% ครอบคลุม 8 ปลายทาง เริ่มต้นเพียง 280 บาท เริ่มแล้ววันนี้! บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ร่วมส่งเสริมการส่งออกสินค้าจากไทยไปสู่ต่างประเทศช่วงเทศกาลปีใหม่ไทย ล่าสุดนี้จัดโปรโมชันสุดคุ้มกับ ASEANPACK ให้ผู้ใช้บริการสามารถจัดส่งสิ่งของได้ในราคาประหยัดสู่ปลายทางต่างประเทศราคาเหมาจ่ายครอบคลุม 8 ปลายทางอาเซียน ได้แก่ กัมพูชา ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย เมียนมา ลาว เวียดนาม สิงคโปร์ และ อินโดนีเซีย โดยมีอัตราค่าบริการสำหรับพิกัดน้ำหนักแรกไม่เกิน 500 กรัม ในราคาเริ่มต้น 280 บาท ส่งได้สูงสุดถึง 2 กิโลกรัม ตามมาตรฐานการจัดส่งด้วยบริการ ePacket ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปตลอดจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2566 ณ ไปรษณีย์ทั่วประเทศ เข้าชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ https://international.thailandpost.com/promotion-aseanpack ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า เพื่อส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) ไปรษณีย์ไทยได้จัดโปรโมชัน ASEANPACK เหมาจ่าย ส่งสินค้าแบบประหยัด น้ำหนักเบาไปยัง 8 ประเทศปลายทางอาเซียน ได้แก่ กัมพูชา ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย เมียนมา ลาว เวียดนาม สิงคโปร์ อินโดนีเซีย อัตราค่าบริการแบบเหมาจ่ายใกล้ไกลราคาเดียว ประกอบด้วย 3 อัตราค่าบริการตามพิกัดน้ำหนัก เริ่มต้นที่ 280 บาท (น้ำหนักไม่เกิน 500 กรัม) 450 บาท (น้ำหนัก 500 กรัม ขึ้นไป) และ 800 บาท (น้ำหนัก 1,000 กรัม ขึ้นไป) สามารถส่งสินค้าได้สูงสุดถึง 2,000 กรัม (2 กก.) ด้วยมาตรฐานการจัดส่งเดียวกับบริการ ePacket ส่งประหยัดไปต่างประเทศ ซึ่งผู้ใช้บริการจะได้รับความคุ้มค่ามากขึ้นในอัตราค่าบริการที่ประหยัดลงกว่าเดิมสูงสุดถึง 15% หากส่งสินค้าในช่วงพิกัดน้ำหนักที่ 500 กรัมขึ้นไป…
Read Moreเต็ดตรา แพ้ค ส่งมอบบ้านต้นแบบหลังแรก
เต็ดตรา แพ้ค ร่วมกับภาคีเครือข่าย ส่งมอบบ้านต้นแบบหลังแรกแก่ผู้ประสบภัย ณ จังหวัดสุพรรณบุรี ตอกย้ำเจตนารมณ์โครงการเก็บกล่องสร้างบ้าน Views: 211
Read More