BAM มั่นใจปีนี้กำไรโต เล็งจ่ายปันผลปีละ 2 ครั้ง

BAM ปลื้มหนี้สินต่ำที่สุดในธุรกิจ AMC หนี้ลดลงเหลือ 70,000 ล้านบาท จาก 90,000 ล้านบาท แย้มเร่งเจรจาพันธมิตร 4 ราย เร่งขายทรัพย์ชิ้นกลาง มูลค่า 50-300 ล้านบาท พร้อมเปิดโครงการ “เริ่มต้นใหม่กับ BAM” ช่วยลูกหนี้ตั้งต้นชีวิตใหม่ ใจถึงลดเงินต้นสูงสุด 30% หรือผ่อนสบายไร้ดอก 3 ปีแรก ผ่อนเบาจบไวใน 10 ปี

พี่ใหญ่ BAM ใจดีช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยผ่านโครงการ “เริ่มต้นใหม่กับ BAM” ภายใต้แนวคิด “ทางออกของหนี้ เพื่อชีวิตที่ไปต่อได้” ใจถึงลดเงินต้นสูงสุด 30% หรือผ่อนสบายไร้ดอก 3 ปีแรก ผ่อนเบาจบไวใน 10 ปี เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกหนี้กลับมาตั้งหลักทางการเงินอีกครั้ง พร้อมตอกย้ำบทบาทการเป็น “โรงพยาบาลแก้หนี้” ช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน โชว์ผลงานไตรมาส 1 ปี 2569 สามารถรักษาผลการดำเนินงานได้อย่างแข็งแกร่ง คงเป้าผลเรียกเก็บ 17,900 ล้านบาท

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569  สามารถสร้างผลเรียกเก็บได้ 3,026 ล้านบาท และมีกำไรกว่า 217 ล้านบาท ถึงแม้ว่าภาวะเศรษฐกิจยังคงมีความผันผวนแต่ BAM ยังสามารถรักษาผลประกอบการให้อยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ จากการบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพและทรัพย์สินรอการขายอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมคงเป้าหมายผลเรียกเก็บไว้ที่ 17,900 ล้านบาท ด้วยการวางแนวทางการสร้างกระแสเงินสดทั้งจากการปรับโครงสร้างหนี้อย่างเหมาะสม อีกทั้งการช่วยกลุ่มเปราะบางในการเข้าถึงโอกาสในการมีที่อยู่อาศัยได้มากขึ้นผ่านโครงการทรัพย์มหาชน พลัส รวมไปถึงการใช้กลยุทธ์ 3 ฟันเฟือง ได้แก่ ฟันเฟืองที่ 1 ด้วยการบริหาร NPL& NPA อย่างเข้มข้น ฟันเฟืองที่ 2 การลงทุนในระบบพร้อมการทำ e-Marketplace และฟันเฟืองที่ 3 การสร้างคนด้วย Hybird Talent ซึ่งจะช่วยทำให้โครงสร้างรายได้ของ BAM มีเสถียรภาพมากขึ้น พร้อมนำไปสู่การเติบโตขององค์กรได้อย่างยั่งยืน

ปัจจุบันมีหนี้สินต่อทุน ( D/E ) เหลือเพียง 70,000 ล้านบาท จากเดิม 90,000 ล้านบาท ต่ำที่สุดในธุรกิจ AMC  และมีเป้าหมายผลักดันกำไรปีนี้ 2,000 ล้านบาท โดยเป้าหมายผลเรียกเก็บ 17,900 ล้านบาท แบ่งเป็น NPLs จำนวน 10,500 ล้านบาท และ NPAs จำนวน 7,400 ล้านบาท  ซึ่งคาดว่าในช่วงไตรมาส 2  จะทำกำไรได้ประมาณ 500 ล้านบาท  ไตรมาส 3 กำไรประมาณ 700 ล้านบาท และไตรมาส 4 จะทำกำไรได้ประมาณ 700 ล้านบาท และคาดว่าจะสามารถจ่ายเงินปันผลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปีที่ผ่านมาบริษัทได้อนุมัติจ่ายเงินปันผลถึง 90% จากในอดีตจ่ายเฉลี่ยที่ 70% และมีนโยบายจ่ายปีละ 2 ครั้ง เพื่อจูงใจนักลงทุนรายใหญ่และกลุ่มเกษียณ

ดร.รักษ์ กล่าวว่า มีแผนที่จะจับมือกับพันธมิตรอีก 4 ราย  ซึ่งประสบความสำเร็จในการเจรจาแล้ว 2  ราย มีมูลค่าทรัพย์รายละ 80,000 ล้านบาท รวมมูลค่า 16,000 ล้านบาท และคาดว่าจะสำเร็จภายในปีนี้ ส่วนอีก 2 รายหลังเป็นสถาบันการเงินแห่งใหญ่ที่มีผู้ถือหุ้นในต่างประเทศ คาดว่าการเจรจาจะประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย ขณะเดียวกัน ยังคงมุ่งเน้นการขายทรัพย์ขนาดกลาง มูลค่า 50-300 ล้านบาท ให้มากขึ้น แทนการพึ่งพาแต่ทรัพย์ชิ้นใหญ่เพียงอย่างเดียว และต้องการปรับสัดส่วนกำไรให้มาจากพันธมิตรเพิ่มขึ้นเป็น 30%

-ขณะเดียวกัน BAM ยังเดินหน้าช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยผ่านโครงการ “เริ่มต้นใหม่กับ BAM” ภายใต้แนวคิด “ทางออกของหนี้ เพื่อชีวิตที่ไปต่อได้” เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกหนี้กลับมาตั้งหลักทางการเงินอีกครั้ง ด้วยมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ที่ผ่อนปรน พร้อมการยกระดับบทบาทจากผู้บริหารสินทรัพย์สู่การเป็น “โรงพยาบาลแก้หนี้” ผ่านการให้คำปรึกษา วิเคราะห์ปัญหา และออกแบบแนวทางปรับโครงสร้างหนี้ที่เหมาะสมกับศักยภาพของลูกหนี้แต่ละราย ซึ่งจะช่วยให้ลูกหนี้รายใหม่เข้ามาเจรจาปรับโครงสร้างหนี้มากยิ่งขึ้น และตอกย้ำบทบาทองค์กรในการช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน

สำหรับคุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการดังกล่าวต้องเป็นบุคคลธรรมดาที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการปรับโครงสร้างหนี้กับ BAM มาก่อน โดยมียอดหนี้คงเหลือไม่เกิน 3 ล้านบาท ครอบคลุมสินเชื่อทุกประเภท ทั้งที่มีหลักประกันและไม่มีหลักประกัน รวมถึงลูกหนี้ที่ยังไม่มีการพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด และหลักประกันยังไม่ถูกเจ้าหนี้บังคับคดี โดย BAM ได้กำหนดแนวทางช่วยเหลือไว้ 2 รูปแบบ ได้แก่

กรณีปิดบัญชี ลูกหนี้สามารถชำระหนี้ได้ในอัตราไม่น้อยกว่า 70% ของยอดเงินต้นคงเหลือ ภายใน 60 วันนับจากวันอนุมัติ โดยไม่คิดดอกเบี้ย

กรณีผ่อนชำระ ลูกหนี้สามารถผ่อนชำระรายเดือนดอกเบี้ย 0% 3 ปีแรก ผ่อนเบาจบไวใน 10 ปี

ทั้งนี้ทั้ง 2 รูปแบบเป็นไปตามเงื่อนไขที่ BAM กำหนด

Share this post

Related posts

Leave a Comment