นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการ กฟผ. เผย การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำไม่สามารถขับเคลื่อนด้วยนโยบายหรือเทคโนโลยีเพียงด้านเดียว แต่ต้องทำให้องค์ความรู้และความคิดสร้างสรรค์สามารถพัฒนาเป็นนวัตกรรมที่แก้ปัญหา สร้างคุณค่า และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้จริง “EGAT Green i ปีที่ 3” จึงไม่ได้มุ่งค้นหาเพียงแนวคิดใหม่ แต่ต้องการสร้าง Innovation Ecosystem ที่เชื่อมศักยภาพของ กฟผ. กับสถาบันการศึกษา ภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม และคนรุ่นใหม่ เพื่อผลักดันนวัตกรรมที่มีศักยภาพให้ก้าวจากแนวคิดไปสู่ต้นแบบ การทดสอบ และการใช้งานจริง พร้อมเป็นพลังสนับสนุนการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน จึงได้ยกระดับโครงการให้เป็นเวทีพัฒนาและต่อยอดนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน ผ่าน 2 โจทย์ท้าทาย ได้แก่ “Circular Innovation Challenge” สำหรับนิสิต นักศึกษา และอาจารย์ระดับอุดมศึกษา เพื่อสร้างนวัตกรรมด้านการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม และ “Sustainable Concrete” สำหรับนักวิจัย สตาร์ทอัพ ผู้ประกอบการ และภาคอุตสาหกรรม เพื่อเร่งพัฒนาเทคโนโลยีวัสดุก่อสร้างคาร์บอนต่ำ ต่อยอดจากงานวิจัยและห้องปฏิบัติการไปสู่การผลิตในภาคอุตสาหกรรมก่อสร้าง เพื่อนำนวัตกรรมมาใช้ส่งเสริมตลาดผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
สำหรับ “Circular Innovation Challenge” เป็นการเปิดโจทย์ให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วม กับความท้าทายใหม่ของภาคพลังงาน ตั้งแต่การจัดการวงจรชีวิตอุปกรณ์ การลดของเสียอุตสาหกรรม การหมุนเวียนทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ ไปจนถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและทรัพยากร โดยการนำเทคโนโลยีดิจิทัล AI, IoT หรือ Data Analytics มาผสานกับแนวคิด Circular Economy เพื่อสร้างนวัตกรรมที่ลดขยะ ลดการใช้พลังงาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือเปลี่ยนของเสียให้กลับมาเป็นทรัพยากรและสร้างมูลค่าเพิ่ม กฟผ. พร้อมสนับสนุนให้เกิดการทดลองและปรับใช้จริง เพื่อเปลี่ยนพลังความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ให้เป็น Prototype และนวัตกรรมที่สามารถขยายผลได้
อีกหนึ่งโจทย์สำคัญคือ คือ “Sustainable Concrete” (Decarbonization Innovation Challenge for Cement and Concrete Industry) ที่นำวัตถุพลอยได้จากกระบวนการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. อาทิ เถ้าลอยลิกไนต์ เถ้าหนักลิกไนต์ และยิปซัมสังเคราะห์ มาต่อยอดร่วมกับวัสดุเหลือใช้ที่มีศักยภาพในแต่ละพื้นที่ เพื่อพัฒนาวัสดุก่อสร้างและคอนกรีตทางเลือก รวมถึงเทคโนโลยีประเภท Geopolymer และ Alkali-Activated Materials ที่สามารถลดการใช้ปูนซีเมนต์และทรัพยากรธรรมชาติใหม่ได้ เกือบ 20 ปีที่ผ่านมา กฟผ. ได้ส่งมอบเถ้าลอยไปใช้ประโยชน์แล้วประมาณ 28 ล้านตัน ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 23.8 ล้านตัน สะท้อนว่าวัตถุพลอยได้สามารถเปลี่ยนจากสิ่งที่ต้องบริหารจัดการให้เป็นทรัพยากรทางเศรษฐกิจได้
ภายในงานมีการเสวนา “GREEN INNOVATION FOR ESG & CIRCULAR FUTURE JOURNEY” โดย ศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล กรรมการ กฟผ. และประธานกรรมการธรรมาภิบาลและความยั่งยืน ดร.กชกร วรอาคม ภูมิสถาปนิกผู้ออกแบบเพื่ถอสร้างเมืองที่ยืดหยุ่นพร้อมรับความเสี่ยงด้าน Climate Change และ นายอเล็กซ์ เรนเดลล์ ทูตสันถวไมตรีโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ และ CEO ของ EEC Thailand ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองตั้งแต่การเปลี่ยน ESG จากกรอบนโยบายไปสู่โครงการที่สร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงบทบาทของนวัตกรรมและการออกแบบในการสร้างเมืองที่ยืดหยุ่นต่อความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสอดคล้องกับกรอบของ The Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC) ที่ให้ความสำคัญกับการวางแผนเมืองแบบบูรณาการการลงทุน และนวัตกรรมด้านโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของเมืองในการปรับตัวและพัฒนาอย่างยืดหยุ่นต่อ Climate Change
โครงการ EGAT Green i ปีที่ 3 เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ถึง 4 กันยายน 2569 เพื่อคัดเลือกเหลือโครงการละ 8 ทีมเข้าสู่ Boot camp และคัดเหลือโครงการละ 3 ทีมเพื่อเข้าสู่รอบพัฒนาผลงานเข้มข้น พร้อมงบสนับสนุนการพัฒนาต้นแบบ การทำ Innovation Clinic และ Industrial Validation ก่อนนำเสนอผลงานใน Demo Day & Award Ceremony ในวันที่ 16 ธันวาคม 2569 ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 325,000 บาท โดยผลงานที่มีศักยภาพจะได้รับการเชื่อมโยงกับ กฟผ. ระหว่างเดือนมกราคม – มีนาคม 2570 เพื่อต่อยอดสู่ธุรกิจ นวัตกรรม งานวิจัย หรือการนำไปใช้จริงต่อไป![]()
