อพท. ปลุกกระแส“เที่ยวไถ่บาป” เทรนด์ใหม่กำลังมา

อพท.เดินหน้าผลักดันท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบต่อสังคม เร่งพัฒนาพื้นที่พื้นที่สีเขียวเสนอนักท่องเที่ยว เที่ยวแบบไถ่บาป หวังช่วยแก้ปัญหาโลกร้อน ลดปริมาณคาร์บอน เพิ่มอ๊อกซิเจน ชี้เทรนด์ใหม่กำลังมาแรง ชูยุโรป ญี่ปุ่น ต้นแบบเที่ยวอย่างยั่งยืน

ดร.ชูวิทย์ มิตรชอบ รองผู้อำนวยการ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) เปิดเผยว่า อพท.มีแผนจะที่จะสนับสนุนการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อช่วยแก้ปัญหาลดโลกร้อน ลดปริมาณคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ เพิ่มปริมาณอ๊อกซิเจน โดยจะนำเสนอพื้นที่ปลดปล่อยก๊าซอ๊อกซิเจน หรือปลูกป่าเพื่อช่วยดูดซับคาร์บอนฯ เพื่อให้นักท่องเที่ยวรู้สึกว่า การที่ตัวเองไปเที่ยวแล้ว ไม่ได้ทิ้งคาร์บอนฯไว้ในพื้นที่ อีกทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งในการเพิ่มอ๊อกซิเจนจากการร่วมปลูกป่า

“อยากให้นักท่องเที่ยวปลดปล่อยคาร์บอนฯอย่างสมดุล และทำอย่างไรให้คาร์บอนฯหมดไป เราจึงส่งเสริมให้ชุมชนปลูกป่าเพื่อดูดซับคาร์บอนไดอ๊อกไซต์ ซึ่งเมื่อนักท่องเที่ยวมาเที่ยว จะเห็นว่าอากาศดี ร่มรื่น เราจะนำจุดนี้ ชี้ให้นักท่องเที่ยวเห็นและช่วยกันส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวเพิ่มปริมาณอ๊อกซิเจนด้วยการปลูกป่า เพื่อช่วยดูดซับคาร์บอนไดอ๊อกไซต์ และลดโลกร้อน การเที่ยวลักษณะนี้ อุปมาอุปไม ว่า “ไถ่บาป”เพราะการที่เราไปเที่ยว  เรามีส่วนทำให้โลกร้อน เราก็ช่วยลดโลกร้อนด้วยการปลูกป่าทดแทน” ดร.ชูวิทย์ กล่าว”

นอกจากนี้ อพท. ยังร่วมมือภาคีเครือข่าย BCG จัดกิจกรรมปลูกป่าชุมชน บ้านนาหนองเชือก จังหวัดอุบลฯ เล็งพัฒนาเป็นต้นแบบแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศแห่งใหม่ตอบโจทย์ BCG โมเดล  สร้างการรับรู้แหล่งท่องเที่ยวในชุมชนอีสานใต้ เพื่อสร้างงานและสร้างรายได้สู่ท้องถิ่น

ทั้งนี้ การส่งเสริมการพัฒนาโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy Model) ในระดับชุมชน ถือเป็นแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ที่ช่วยสร้างและกระจายรายได้จากฐานทรัพยากรในพื้นที่ และส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรการท่องเที่ยวไปพร้อมกัน อพท. จึงจัดกิจกรรมต้นแบบ โดยร่วมกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่สำนักงานพื้นที่พิเศษ 2 หรือ  อพท.2 ดูแลเขตพัฒนาการท่องเที่ยวอารยธรรมอีสานใต้ จัดกิจกรรม “ส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชน”  เพื่อร่วมกันปลูกต้นรกฟ้า หรือต้นเชือก ในพื้นที่รกร้าง ณ บ้านนาหนองเชือก ตำบลเจียด อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อพัฒนาให้เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่เกิดประโยชน์แก่ชุมชน และยังสอดคล้องกับแนวทาง BCG เพื่อส่งเสริม สนับสนุน การท่องเที่ยวที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สร้างการมีส่วนร่วม มุ่งสู่การพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เกิดการอนุรักษ์ทรัพยากรต้นเชือกอันเป็นอัตลักษณ์เด่นของชุมชน  ซึ่งร่วมมือกับจังหวัดอุบลราชธานี หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา หรือ นทพ.  กองบัญชาการกองทัพไทย

นายศุภภิมิตร เปาริก รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวว่า  กิจกรรมนี้สอดคล้องกับแผนพัฒนาจังหวัดอุบลราชธานี ในด้านการส่งเสริมและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้มีคุณภาพและความหลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การส่งเสริมการท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ทางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์  และยังช่วยผลักดัน ส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านนาหนองเชือก ช่วยเพิ่มพื้นที่ป่าชุมชนเพิ่มทรัพยากรในการสร้างอาชีพ รายได้และกระจายรายได้ ก่อให้เกิดการมีส่วนร่วมในภาคีเครือข่ายจากภาคส่วนต่างๆ ที่มาร่วมทำกิจกรรมในครั้งนี้ อีกทั้งยังสามารถเป็นต้นแบบให้พื้นที่อื่นๆ ในจังหวัดอุบลราชธานี ได้เข้ามาเรียนรู้และนำไปต่อยอดเพื่อให้เกิดการบริหารจัดการและใช้ประโยชน์ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและยั่งยืน

พลโท ดำรงค์ คงเดช เสนาธิการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา หรือ นทพ. กองบัญชาการกองทัพไทย กล่าวว่า  นทพ. มีภารกิจในการพัฒนาประเทศเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของชาติ ทั้งในด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เช่น งานจัดหาน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค เพื่อการเกษตร  ด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต เช่น การส่งเสริมอาชีพ พัฒนารายได้ สร้างความอยู่ดีกินดีให้กับประชาชน และด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เช่น การฟื้นฟูอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ การปลูกป่า การอนุรักษ์พันธุกรรมพืช เป็นต้น

กิจกรรมดังกล่าวสอดคล้องกับบทบาทของ นทพ. เนื่องด้วยเป็นกิจกรรมการพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็งและบริหารจัดการตัวเองได้อย่างยั่งยืน และส่งเสริมให้ชุมชนอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ จึงมีความยินดีสนับสนุนภารกิจของ อพท. โดย นทพ. ได้ร่วมสนับสนุนกำลังพล พร้อมวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ รถบรรทุกขนส่ง เครื่องดื่มและสิ่งจำเป็นในการเตรียมความพร้อมพื้นที่ปลูกป่า พร้อมอำนวยความสะดวกในการจัดกิจกรรมปลูกป่าให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย นทพ. พร้อมช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่รับผิดชอบ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนคนไทย

ดร.ชูวิทย์ กล่าวว่า กิจกรรมปลูกป่าในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์สำคัญ 5 ข้อ ได้แก่ 1) เพื่อส่งเสริม สนับสนุน การท่องเที่ยวกิจกรรมการอนุรักษ์ทรัพยากรการท่องเที่ยวอย่างมีส่วนร่วมระหว่าง หน่วยงานภาครัฐสถาบันการศึกษา หน่วยงานภาคเอกชนและชุมชน เพื่อมุ่งสู่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และแนวทาง Bio-Circular-Green Economy Model (BCG)  2) ส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรการท่องเที่ยวในชุมชนตามความต้องการของชุมชน 3) สร้างการรับรู้แหล่งท่องเที่ยวในชุมชนในพื้นที่เขตพัฒนาการท่องเที่ยวอารยธรรมอีสานใต้ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น 4) เพิ่มรายได้และกระจายรายได้จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนด้วยระบบการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างเป็นระบบ และ 5) เกิดแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศโดยชุมชน

การปลูกป่าจะช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวและเป็นพื้นที่ป่าในชุมชน และชุมชนสามารถใช้สอยประโยชน์ได้โดยตรงจากป่าต้นเชือกเพื่อสร้างรายได้ เช่น การนำมาผลิตสินค้าชุมชน และประโยชน์โดยอ้อมที่ชุมชนและพื้นที่ใกล้เคียงจะได้รับคือ ต้นไม้จะช่วยดูดซับคาร์บอน  กรองฝุ่น กรองสารพิษและช่วยลดอุณหภูมิในพื้นที่ได้ อีกทั้งยังเป็นกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนในพื้นที่แห่งใหม่ในรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ หรือการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (Ecotourism) การท่องเที่ยวเชิงบำเพ็ญประโยชน์หรือการท่องเที่ยวจิตอาสา (Voluntourism) ที่จะสร้างประโยชน์ สร้างรายได้ให้แก่ชุมชน นับได้ว่าเป็นต้นแบบที่ดีในการดำเนินการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนร่วมกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

อพท.มีความยินดีที่ได้ร่วมมือกับหน่วยงานภาคีเครือข่าย จังหวัดอุบลราชธานี หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา และภาคเอกชน ที่มาร่วมพัฒนาต้นแบบ และ อพท. ได้มองไปถึงการขยายผล สร้างให้เกิดการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชนแห่งใหม่ในเขตพื้นที่ห่างไกล เพื่อชุมชนได้เกิดความหวงแหนในทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่นตามความต้องการของชุมชน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมศักยภาพด้านการท่องเที่ยวไปจนถึงเกิดการอนุรักษ์ทรัพยากรต้นเชือกอันเป็นอัตลักษณ์โดดเด่นของชุมชน และนำมาใช้ประโยชน์เพื่อสร้างรายได้ โดยนำมาพัฒนาเป็นสินค้าชุมชนส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนอย่างยั่งยืน รวมทั้งยังเป็นต้นแบบที่ดีในการสร้างเครือข่ายการท่องเที่ยวเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมตามแนวนโยบาย BCG (Bio-Circular-Green Economy Model) ของรัฐบาล โดยการสร้างการกระบวนการมีส่วนร่วมมุ่งสู่การพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนอย่างยั่งยืนที่เป็นรูปธรรมต่อไป

Share this post

Related posts

Leave a Comment