การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจประจำไตรมาส 1/2567 (ม.ค. – มี.ค.) มีการจัดตั้งธุรกิจใหม่ทั่วประเทศ จำนวน 25,003 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 67,940.55 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (ไตรมาส 1/2566) จดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจลดลง 1,179 ราย หรือลดลง 4.50% ทุนจดทะเบียนลดลง 271,654.88 ล้านบาท หรือ ลดลง 79.99% (ไตรมาส 1/2566 จดทะเบียนจัดตั้ง 26,182 ราย ทุน 339,595.43 ล้านบาท) ซึ่งเป็นไปตามแนวโน้มจดทะเบียนที่จะมีการจดทะเบียนจัดตั้งสูงในช่วงไตรมาสแรกและลดลงในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี

โดยในไตรมาส 1/2567 มีธุรกิจเติบโตที่น่าสนใจ ได้แก่ 1) กิจกรรมด้านความบันเทิง เช่น กิจกรรมดนตรี งานศิลปะ มีการเติบโตของการจัดตั้งอยู่ที่ 64.00% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2566 (ไตรมาส1/2566) เนื่องจากการขยายตัวของการใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเพื่อความบันเทิง และกิจกรรมการตลาดออนไลน์ในปัจจุบันที่เน้นความบันเทิง (Shoppertainment) เพื่อสร้างประสบการณ์การซื้อขายสินค้าให้กับผู้บริโภค สำหรับอัตราการเติบโตของมูลค่าทุนจดทะเบียนอยู่ที่ 777.23% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2566 2) ธุรกิจขายปลีกเฟอร์นิเจอร์ มีการเติบโตของการจัดตั้งอยู่ที่ 57.78% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2566 (ไตรมาส1/2566) เนื่องจากเฟอร์นิเจอร์ไทยเป็นที่ชื่นชอบของชาวต่างชาติที่ชอบความประณีตและไทยยังมีจุดแข็งด้านวัตถุดิบ เช่น ไม้ หวาย และยางพารา เป็นต้น ประกอบกับแรงงานไทยมีความประณีตและเชี่ยวชาญในการประดิษฐ์เฟอร์นิเจอร์ไม้ สำหรับอัตราการเติบโตของมูลค่าทุนจดทะเบียนอยู่ที่ 46.83% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2566
3) ธุรกิจขายส่งชิ้นส่วนและอุปกรณ์เสริมของยานยนต์ มีการเติบโตของการจัดตั้งอยู่ที่ 47.62% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2566 (ไตรมาส1/2566) ซึ่งจะเติบโตตามปริมาณการจดทะเบียนยานยนต์ที่เพิ่มขึ้น ที่มีการตกแต่งอุปกรณ์เสริมต่างๆให้กับยานยนต์ เพื่อความสวยงามและการใช้งาน อีกทั้งสภาวะเศรษฐกิจที่มีความผันผวนทำให้ผู้บริโภค เลือกซ่อมแซมยานยนต์เดิม รวมทั้งการทดแทนอะไหล่หรือชิ้นส่วนยานยนต์ที่เสื่อมสภาพตามอายุการใช้งาน แทนการซื้อยานยนต์ใหม่ 4) กิจกรรมสปา มีอัตราการเติบโตของจำนวนอยู่ที่ 35.59% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2566 (ไตรมาส1/2566) เนื่องจากไทยเป็นสังคมผู้สูงอายุต้องการกิจกรรมที่ผ่อนคลาย ประกอบกับต่างชาติที่เข้ามาท่องเที่ยวในไทย ชื่นชอบกิจกรรมสปาและสมุนไพรไทย สำหรับอัตราการเติบโตของมูลค่าทุนจดทะเบียนอยู่ที่ 30.29% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2566
5) ธุรกิจโรงแรม รีสอร์ทและห้องชุด โดยมีอัตราการเติบโตของจำนวนอยู่ที่ 37.75% เมื่อเทียบกับ ช่วงเวลาเดียวกันของปี 2566 (ไตรมาส1/2566) โดยส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดเล็ก (S) กว่า 99.00% เนื่องจากการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ จากอุปสงค์การท่องเที่ยวทั่วโลกที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ประกอบกับมาตรการท่องเที่ยวของภาครัฐที่มีมาอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ การเติบโตของแต่ละประเภทธุรกิจ พบว่ามีการกระจายตัวในทุกประเภทธุรกิจ โดยประเภทธุรกิจที่มีการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป จำนวน 1,957 ราย คิดเป็น 7.83% ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จำนวน 1,907 ราย คิดเป็น 7.58% และ ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร จำนวน 1,093 ราย คิดเป็น 7.63% ทำให้ยอดการจดทะเบียนรวม ของ 3 ธุรกิจในไตรมาสแรกของปี 2567 อยู่ที่ 4,957 ราย
ในขณะที่ จำนวนการจดทะเบียนเลิกในไตรมาส 1/2567 มียอดจดทะเบียนเลิกจำนวน 2,809 ราย ลดลง 459 ราย คิดเป็น 14.05% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา มูลค่าทุนจดทะเบียนเลิก 11,943.57 ล้านบาท ลดลง 17,949.05 ล้านบาท คิดเป็น 60.05% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา
โดยไตรมาส 1/2567 พบว่ามีจำนวนการจดทะเบียนจัดตั้งใกล้เคียงกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (ไตรมาส 1/2566) ลดลงเล็กน้อย 4.50% เป็นช่วงเวลาที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ ด้วยเป็นไตรมาสแรกของปีที่เริ่มเข้าสู่การดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจตามสภาวะปกติ หลังจากการฟื้นตัวจากสถานการณ์ COVID-19 โดยในไตรมาสแรกของปี 2567 การจัดตั้งธุรกิจเป็นไปตามการคาดการณ์การจดทะเบียนของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (23,000 – 25,000 ราย) ซึ่งอย่างไรก็ดีกรมยังคาดการณ์ว่าตัวเลขการจัดตั้งในปี 2567 ยังคงมีทิศทางแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อน
โดยในครึ่งปีแรกปี 2567 กรมพัฒนาธุรกิจการค้า คาดการณ์ตัวเลขการจดทะเบียนจัดตั้งอยู่ที่ 46,000 – 50,000 ราย แต่ยังคงต้องจับตามองสถานการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ไม่ว่าจะเป็น การเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายภาครัฐ สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ สภาพภูมิอากาศและนโยบายของรัฐบาลที่ยังรอความชัดเจนบวกกับปัจจัยภายนอกประเทศ ได้แก่ การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของญี่ปุ่น ในรอบ 17 ปี ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ที่อาจรุนแรงมากขึ้น และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญ เช่น สถานการณ์การเลือกตั้งของประเทศสหรัฐอเมริกา รัสเซีย และอินเดีย อีกทั้งสถานการณ์เศรษฐกิจของจีนที่เป็นคู่ค้าสำคัญของไทย เพื่อติดตามสถานการณ์ในช่วงครึ่งปีแรกต่อไป
