นายมณเฑียร วีโรทัย (ที่ 2 จากขวา) ผู้อำนวยการ สถาบันแอล.พี.เอ็น. ของบริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (LPN ACADEMY) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับนายวิรัช โหตระไวศยะ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (RMUTT) ภายใต้โครงการ “LPN SCHOLARSHIP” เพื่อมอบทุนการศึกษาด้านที่พักอาศัยแก่นักศึกษาเป็นระยะเวลา 4 ปี จำนวน 100 ทุน 50 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า 12 ล้านบาท (เทียบจากราคาค่าเช่า 5,000 บาทต่อยูนิต เป็นเวลา 4 ปี) โดยนำร่องโครงการแรก “ลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต-คลอง 1 (อาคาร C2)” และพิจารณาคุณสมบัติโดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี จากความประพฤติและผลการเรียนดี แต่ขาดแคลนที่พักอาศัยหรือมีภูมิลำเนาอยู่ในต่างจังหวัด โดยเป็นนักศึกษาที่เข้าใหม่หรือกำลังศึกษาอยู่ เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย ลดความกังวลและส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีในการอยู่อาศัยคอนโดลุมพินี นอกจากนั้น บริษัทยังเปิดโอกาสให้นักศึกษาหารายได้พิเศษในช่วงวันหยุดด้วยการเป็นพนักงานขายเสริม ณ โครงการ “ลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต-คลอง 1” อันเป็นการเพิ่มพูนประสบการณ์ในการทำงาน และยังมีโอกาสร่วมงานกับ LPN ในอนาคตอีกด้วย Views: 929
Read MoreTag: เทคโนโลยี
เอฟดับบลิวดี เร่งพัฒนาเทคโนโลยี ยกระดับการให้บริการ
เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต ลงทุนกว่า 500 ล้านบาท ใน 3 ปี พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อยกระดับการให้บริการและเพิ่มประสิทธิภาพใน value chain พร้อมนำ agile methodology มาบริหารโครงการ หวังส่งมอบประสบการณ์ที่น่าประทับใจแก่ลูกค้าผ่านศูนย์บริการลูกค้าและทุกช่องทางการขาย นายอภิรักษ์ จิตรานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานเทคโนโลยีและปฏิบัติการ บริษัท เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เอฟดับบลิวดีมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนมุมมองของคนไทยที่มีต่อการประกันชีวิต และยังคงตั้งใจที่จะส่งมอบความประทับใจให้แก่ลูกค้าด้วยนวัตกรรมใหม่ในทุกจุดการให้บริการ จึงมีแผนลงทุนกว่า 500 ล้านบาท ภายใน 3 ปี เพื่อนำเทคโนโลยีใหม่มายกระดับการให้บริการและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ตลอดทั้ง value chain ตั้งแต่การนำเสนอผลิตภัณฑ์ การพิจารณารับประกันภัย ชำระเบี้ย การบริการหลังการขาย มุ่งสู่ความสำเร็จ 5 ด้าน ประกอบด้วย 1.Enablement ให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงข้อมูลความคุ้มครอง หรือมูลค่ากรมธรรม์ได้อย่างรวดเร็ว โดยเพิ่มความสะดวกในการวางแผนความคุ้มครองเพิ่มเติม หรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลกรมธรรม์ด้วยตนเอง ชำระเบี้ยประกันภัย และเรียกร้องสินไหมผ่านทางออนไลน์ 2.Experience มุ่งเปลี่ยนประสบการณ์ของลูกค้าหรือผู้สนใจที่ได้รับจากธุรกิจประกันภัย ให้เกิดความประทับใจ และเข้าใจในผลิตภัณฑ์ได้ง่ายมากขึ้น ใกล้ตัวมากขึ้น ด้วยการเพิ่มเครื่องมือให้พนักงาน และตัวแทนขายสามารถให้คำแนะนำ หรือการบริการแก่ลูกค้าอย่างมืออาชีพ 3.Deliverable สนับสนุนฝ่ายขาย และการตลาดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ ให้รองรับความต้องการของลูกค้าและกลุ่มผู้มุ่งหวังได้อย่างทันท่วงที ด้วยการใช้เทคโนโลยีในการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเข้าใจแนวโน้ม และทิศทางของผลิตภัณฑ์ทางการเงินและการประกันภัยที่เหมาะกับแต่ละกลุ่มลูกค้า (customer segment) 4.Quality นำเทคโนโลยีการวิเคราะห์และตรวจสอบข้อมูลที่ทันสมัยมาใช้ เพื่อให้มั่นใจในคุณภาพการให้บริการและลดความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นในกระบวนการดำเนินงานได้ 5.Efficiency เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน โดยการทำงานแบบ cross-functional scrum team พัฒนาการใช้โรบอท และเครื่องมืออื่นๆ เพื่อให้สามารถมอบบริการได้ครบวงจรในช่วงเวลาสั้นๆลดการส่งต่องานหรือโอนสายไปหาหน่วยงานที่รับผิดชอบได้มากกว่า 50% บริษัทได้นำแนวทางการกำหนดเป้าหมายระยะสั้นและปรับปรุงพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ (agile methodology) มาใช้ในการบริหารโครงการ จึงช่วยให้สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ และบริการตามความต้องการของตลาด ช่วยให้ลูกค้าสามารถวางแผนการจัดการความคุ้มครองด้วยตนเอง…
Read More“ออริจิ้น”สร้างสมดุลการอยู่อาศัยยุคใหม่
“ออริจิ้น” ปั้น“พาร์ค ออริจิ้น”ชูแนวคิดสร้างสมดุลการอยู่อาศัยยุคใหม่ ผสานธรรมชาติ เทคโนโลยี และสังคมคุณภาพในอาณาจักรมิกซ์ยูส ภายใต้แนวคิด “A Perfect Living Platform”ผ่าน IOT ชุมชน ธรรมชาติ นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI เปิดเผยว่า บริษัทต้องการก้าวข้ามการพัฒนาที่อยู่อาศัยแบบเดิมๆ จึงสร้างสมดุลใหม่ของการพักอาศัย ภายใต้แนวคิด A Perfect Living Platform ของแบรนด์พาร์ค ออริจิ้น (Park Origin) ที่เข้าใจและตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนเมืองอย่างสมบูรณ์แบบ ผ่านการผสาน 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1.เทคโนโลยี โดยนำนวัตกรรมใหม่ๆ มาพัฒนาเพื่อยกระดับการใช้ชีวิต และเชื่อมต่อกับระบบการสื่อสารไร้สายบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เรียกว่า Internet of Things หรือ IOT 2.ชุมชน ที่ตอบโจทย์ทุกมิติในการใช้ชีวิตบนพื้นที่ที่เป็น “มากกว่าที่อยู่อาศัย” โดยมอบสิทธิประโยชน์และบริการอย่างครบวงจร เพื่อรองรับรูปแบบการใช้ชีวิตบนทำเลใจกลางเมือง และ 3. ธรรมชาติ โดยการออกแบบที่ผสานสถาปัตยกรรมที่ทันสมัย กับธรรมชาติอย่างลงตัว สร้างแหล่งออกซิเจนแห่งใหม่สำหรับคนเมือง เช่น อาคารรูปแบบใหม่ แนวคิด “Vertical Garden” ที่แตกต่างด้วยการสร้างสรรค์พื้นที่สีเขียวในการเล่นระดับเเป็นขั้นบันไดถึง 1,500 ขั้น ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญในการใช้ชีวิตกับธรรมชาติมากขึ้น โดยที่ผ่านมาบริษัทเล็งเห็นถึงปัญหาหลักอย่างหนึ่งของการพัฒนาเมือง คือผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ในฐานะที่บริษัทเป็นผู้ที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาเมือง จึงต้องการที่จะตอบแทนสังคม ตลอดจนผู้บริโภค ด้วยการพัฒนาที่อยู่อาศัย โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของผู้บริโภค ขณะเดียวกัน ก็รักษาพื้นที่สีเขียวไว้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ขณะเดียวกัน บริษัทจะร่วมมือกับพันธมิตรในการสร้างพื้นที่สีเขียวให้กับกรุงเทพฯและท้องถิ่นต่างๆ ด้วยการปลูกต้นไม้เพิ่มอย่างน้อย 1 ต้นต่อที่อยู่อาศัย 1 ยูนิตที่เปิดขายใหม่ หรือคิดเป็นปีละราว 10,000 ต้น…
Read More