“ผังเมือง” แนวทางการจัดการปัญหาน้ำท่วม

“ผังเมือง” แนวทางการจัดการปัญหาน้ำท่วม ทางเลือก ทางรอด “เมืองริมน้ำ” : กรณีศึกษาเทศบาลนครสมุทรปราการ เมื่อต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในอนาคต สภาพอากาศที่แปรปรวนนับวันจะยิ่งส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตมากขึ้น ทำให้ทุกภาคส่วนจำเป็นต้องหาแนวทางเพื่อรับมือกับสถานการณ์ในอนาคต และเมื่อย่างเข้าสู่ฤดูฝน สิ่งที่มักตามมาของเมืองใหญ่ คือ ปัญหาน้ำท่วมขังที่รอการระบาย โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มต่ำและติดริมแม่น้ำ อย่างเทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้ได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมเป็นประจำ หากมีฝนตกในพื้นที่ก็จะยิ่งเพิ่มความรุนแรงขึ้น และในอนาคตมีแนวโน้มที่จะรุนแรงมากขึ้นอีกเมื่อต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ เป็นที่มาของการจัดทำการศึกษาวิจัยในโครงการแนวทางการวางผังเมืองเพื่อรับมือต่อความเสี่ยงต่อภาวะน้ำท่วมในอนาคตจากอิทธิพลของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ : กรณีศึกษาเทศบาลนครสมุทรปราการ เพื่อหาแนวทางการรับมือต่อความเสี่ยงจากภาวะน้ำท่วมในอนาคต โดยใช้นโยบายทางผังเมืองและแนวทางการบริหารจัดการน้ำท่วมอื่นๆ โดยการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) นางสาววนารัตน์ กรอิสรานุกูล อาจารย์ประจำภาควิชาเทคโนโลยีเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนายั่งยืน คณะวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะนักวิจัยและหัวหน้าโครงการ เปิดเผยว่า สมุทรปราการ เป็นเมืองที่มีชุมชนหนาแน่น มีการพัฒนาของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องและเป็นจังหวัดที่มีการเติบโตของจีพีพีในภาคอุตสาหกรรมเป็นอันดับต้นๆของประเทศ รองจากกรุงเทพฯ ชลบุรีและระยอง แต่ด้วยทำเลที่ตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำมีความเสี่ยงต่อปัญหาน้ำท่วมโดยเฉพาะจากริมแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามาจนถึงบริเวณถนนสุขุมวิทถือเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อภาวะน้ำท่วมมากที่สุด สาเหตุนอกจากเกิดจากปริมาณน้ำทะเลหนุนที่ถือว่ามีความเสี่ยงสูงถึงร้อยละ 60-70 แล้วยังพบว่ามีแผ่นดินทรุดตัวร่วมด้วย จึงทำให้มีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น ยังไม่รวมผลกระทบที่อาจเกิดจากความเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศในด้านอื่นๆ ดังนั้น งานวิจัยนี้จึงมุ่งเน้นในเรื่องการปรับตัวต่อความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่ก่อให้เกิดการสูญเสียจากภาวะน้ำท่วมในอีก 20-50 ปีข้างหน้าทั้งในเชิงเศรษฐกิจและสังคม จากผลการศึกษาวิจัย ชี้ให้เห็นว่า ในทางกายภาพพื้นที่ของเทศบาลนครสมุทรปราการ เป็นทั้งพื้นที่ลุ่มต่ำ ติดชายฝั่งทะเลมีระยะทางยาวถึง 47 กิโลเมตร อีกทั้งยังเป็นพื้นที่ติดแม่น้ำเจ้าพระยา และมีแนวคลองสาขา เป็นที่ตั้งของศูนย์ราชการ และเป็นเมืองที่มีชุมชนหนาแน่น ประกอบกับมีการทรุดตัวของแผ่นดินที่เพิ่มขึ้นทุกปี ทำให้ความเสี่ยงรุนแรงมากถึงมากที่สุด อีกทั้งพบว่าปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ดังกล่าวมีความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำทะเลสูงขึ้นมากกว่าปริมาณฝน และบริเวณที่มีความหนาแน่นของชุมชนมีแนวโน้มที่ได้รับความเสียหายจากผลกระทบของน้ำท่วมมากขึ้น ขณะที่เมืองมีการพัฒนาด้านเศรษฐกิจสูงมีการขยายตัวทั้งการก่อสร้างรถไฟฟ้าและอสังหาริมทรัพย์ “ในช่วงฤดูฝนมีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมคิดเป็นร้อยละ 10.91 ของพื้นที่ทั้งหมด ระยะเวลาเฉลี่ยที่น้ำท่วมขังประมาณ 1 วัน โดยช่วงที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมมากที่สุดคือในช่วงเดือนกันยายน– พฤศจิกายน สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากน้ำทะเลหนุนสูง และระดับความรุนแรงจะสูงขึ้นในช่วงน้ำหลาก โดยจะมีระดับน้ำท่วมสูงเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 5–45 ซม. และสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 1 เมตร นอกจากนี้ยังพบว่า พื้นที่ที่มีความเสี่ยงมากที่สุด คือบริเวณที่ลุ่มต่ำและมีความหนาแน่นของชุมชนสูง โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยจะได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมมากกว่าประชากรกลุ่มอื่นเนื่องจากคนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในบริเวณพื้นที่ตอนกลางของเขตเทศบาลฯ และบริเวณคลองบางปิ้ง จึงมีโอกาสได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในระดับสูงมากที่สุด” ทั้งนี้จากการประเมินพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมในเขตเทศบาลฯโดยพิจารณาจากปัจจัยทางกายภาพ เรื่องของการใช้ที่ดิน ระดับความสูงของพื้นที่…

Share this post
Read More

“โฮสต์เมกเกอร์”ยักษ์ใหญ่บริหารจัดการบุกไทย

“โฮสต์เมกเกอร์”บริษัทอสังหาฯจากลอนดอน ประกาศเปิดตัวครั้งแรกในไทย ชูจุดขายผู้เชี่ยวชาญด้านบริการระดับสากล ดันผลตอบแทนปล่อยเช่าสูงถึง 30% กรุงเทพฯ ไม่ได้เป็นเพียงเมืองที่มีนักท่องเที่ยวสูงที่สุดในโลกในปีที่ผ่านมาจากการจัดอันดับของ CNN เท่านั้น แต่ยังเป็นประตูสู่ภูมิภาคระดับอาเซียนอีกด้วย เนื่องจากเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคของธุรกิจระดับนานาชาติหลากหลายแห่ง ทั้งนี้จากข้อมูลของสำนักงานบริหารแรงงานต่างด้าวเปิดเผยว่า ประเทศไทยมีชาวต่างชาติเข้ามาทำงานมากกว่า 100,000 คน ในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญ ผู้จัดการ และผู้บริหารระดับสูง ดังนั้นจึงมีชาวต่างชาติและผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศพักอาศัยในกรุงเทพฯ มากขึ้น ส่งผลให้เกิดความต้องการเช่าอสังหาริมทรัพย์แบบระยะยาว ทั้งคอนโดมิเนียมย่านธุรกิจใจกลางเมือง และบ้านเดี่ยวสำหรับผู้บริหารชาวต่างชาติที่ย้ายมาพร้อมครอบครัว นอกจากนี้ ความต้องการในการเช่าคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ ย่านธุรกิจใจกลางเมืองและใกล้มหาวิทยาลัยสำหรับพนักงานบริษัทชาวไทย และนักศึกษายังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องมาจากต้องการความสะดวกสบายในการพักอาศัยมากยิ่งขึ้น โฮสต์เมกเกอร์(HOSTMAKER) จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกใหม่ที่ให้บริการแบบครบวงจรสำหรับผู้ที่ต้องการปล่อยเช่าแต่ยังไม่เคยมีประสบการณ์และเวลาในการดูแลจัดการ โดยโฮสต์เมกเกอร์จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาต่างๆ เหล่านั้น โดยมอบบริการที่ครอบคลุมตั้งแต่การทำความสะอาดระดับ 5 ดาว บริการการซ่อมบำรุงตั้งแต่ต้นจนจบ ของขวัญต้อนรับผู้เข้าพักใหม่ และการสร้างความโดดเด่นให้แก่อสังหาริมทรัพย์นั้นๆ รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการกำหนดราคา ซึ่งเจ้าของอสังหาริมทรัพย์สามารถสร้างรายได้มากกว่าทางเลือกอื่นๆ สูงสุดถึงร้อยละ 30 ในขณะที่ผู้เข้าพักหรือผู้เช่าจะได้รับการบริการอย่างดีตลอดระยะเวลาที่เข้าพักอาศัย นายนกุล ชาร์มา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารโฮสต์เมกเกอร์ กล่าวว่า เข้าใจจุดอ่อนของการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์เป็นอย่างดีจากประสบการณ์ตรง ตั้งแต่ที่เขาและภรรยาเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าทาง Airbnb จากนั้นเขาจึงมีแนวคิดที่จะสร้างธุรกิจเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เขาเจอ จึงเป็นที่มาของการก่อตั้งบริษัทโฮสต์เมกเกอร์ ในปี 2557 “โฮสต์เมกเกอร์ จึงไม่ใช่เพียงแค่ความฝันที่สวยหรู แต่เป็นธุรกิจที่ขยายตัวไปยัง 9 เมือง ใน 6 ประเทศทั่วโลกและกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และเนื่องจากกรุงเทพฯ เป็นประตูสำคัญที่เปิดสู่ภูมิภาคอาเซียน จึงเชื่อว่าอุตสาหกรรมที่พักจะเติบโตอย่างแน่นอน ปัจจุบันนี้ เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ไทยสามารถเข้าถึงบริการอย่างมีคุณภาพระดับสากลของโฮสต์เมกเกอร์ผ่านทาง www.hostmaker.com ได้แล้ว” นายนกุล กล่าว ทั้งนี้ เพื่อตอบสนองความต้องการด้านที่พักอาศัยที่เพิ่มขึ้นในกรุงเทพฯ โฮสต์เมกเกอร์ได้จับมือเป็นพันธมิตรกับแสนสิริ เพื่อกระตุ้นการเติบโตของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพฯ เนื่องจากแสนสิริทราบเป็นอย่างดีว่าบ้านและคอนโดมิเนียมเป็นได้มากกว่าแค่เพียงที่พักอาศัยสำหรับเจ้าของ แต่ยังคุ้มค่าสำหรับการลงทุนอีกด้วย Views: 1,099

Share this post
Read More

LPN โกยยอดขาย “BAAN 365” ทะลุเป้า

  LPN มั่นใจตลาดบ้านระดับพรีเมี่ยมแรงไม่หยุด กวาดยอดขาย “BAAN 365” ทะลุเป้า 1.6 พันล้าน มั่นใจปิดการขายในปลายปีนี้ นายโอภาส ศรีพยัคฆ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการบริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (LPN) เปิดเผยว่าหลังจากที่บริษัทได้เริ่มเปิดพรีเซล BAAN 365 พระราม 3 ไปเมื่อกลางเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ปรากฏว่ามีลูกค้าเข้ามาจองแล้วกว่า 50% ทำให้มียอดขายสูงถึง 1,600 ล้านบาท เกินกว่าเป้ายอดขายที่ตั้งไว้ 1,200 ล้านบาท ภายในสิ้นปี 2561 และมั่นใจว่าภายใสสิ้นปีนี้ จะสามารถปิดการขายได้ทั้งหมด “ความสำเร็จนี้ มาจากการปรับกลยุทธ์จากการพัฒนาเฉพาะอาคารชุดพักอาศัยสำหรับกลุ่มเป้าหมายระดับกลางถึงกลาง-ล่าง ไปสู่การพัฒนาบ้านพักอาศัยระดับพรีเมียมเพิ่ม เพื่อตอบโจทย์ความต้องการบ้านในเมืองสำหรับกลุ่มลูกค้าในระดับไฮเอนด์ และรองรับกลุ่มลูกค้าคอนโดลุมพินีที่ขยายครอบครัว” BAAN 365 พระราม 3 by LPN เป็นบ้านระดับพรีเมียมที่ให้บรรยากาศของความเป็นที่พักอาศัย มีความเป็นส่วนตัวสูง เพราะมีจำนวนเพียง 99 หลัง การออกแบบและวางผังโครงการผ่านการวิจัยและพัฒนาจนทำให้ได้แบบบ้านที่คำนึงถึงการอยู่อาศัยร่วมกันอย่างมีความสุขของคน 3 วัยไว้ด้วยกัน โดยคำนึงถึงฟังก์ชั่นการใช้งาน ตอบสนองรูปแบบการใช้ชีวิต มีทั้งพื้นที่ส่วนตัว และพื้นที่ที่ทั้งครอบครัวจะทำกิจกรรมร่วมกันได้ ไฮไลต์อยู่ที่ ทำเลที่อยู่ไม่ไกลจากบางกระเจ้าทำให้ได้รับอากาศบริสุทธิ์เปรียบเสมือนเป็นโอเอซิสกลางเมือง สามารถเดินทางเข้า – ออกนอกเมืองได้สะดวกเพราะใกล้กับถนนเส้นหลัก และที่สำคัญคือ การบริหารโครงการแบบมืออาชีพภายใต้บรรยากาศ “ร่วมใจ ห่วงใย แบ่งปัน” เพื่อสร้างความสุขที่แท้จริงของการอยู่อาศัย Views: 933

Share this post
Read More