แม้ภาคบริการช่วยหนุนการเติบโตในระยะนี้ แต่เครื่องชี้หลายรายการยังสะท้อนความอ่อนแอของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจวิกฤตธนาคาร Silicon Valley Bank (SVB) สร้างความวิตกต่อภาคการเงินและเพิ่มความเสี่ยงที่โมเมนตัมทางเศรษฐกิจของสหรัฐที่เป็นลบมากขึ้นอาจนำไปสู่การยุติวงจรดอกเบี้ยขาขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง ในเดือนเมษายน Views: 307
Read MoreTag: เงินเฟ้อ
กรุงศรีคาดเงินบาทสัปดาห์นี้ซื้อขายในกรอบ 33.75-34.60 ลุ้นประชุมเฟด
กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) มีมุมมองต่อทิศทางค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ว่า เงินบาทสัปดาห์นี้มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 33.75-34.60 บาท/ดอลลาร์ เทียบกับสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทปิดแข็งค่าที่ 34.22 บาท/ดอลลาร์ หลังซื้อขายในช่วง 34.13-34.76 บาท/ดอลลาร์ โดยเงินบาทแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 1 เดือน เงินดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินสำคัญส่วนใหญ่ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่เมื่อคิดเป็นรายสัปดาห์อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะ 2 ปีของสหรัฐฯร่วงลงมากที่สุดตั้งแต่ปี 30 โดยตลาดพันธบัตรของทั้งยูโรโซนและสหรัฐฯเหวี่ยงตัวผันผวน แม้ทางการสวิตเซอร์แลนด์ประกาศให้ความช่วยเหลือด้านสภาพคล่องแก่ธนาคารเครดิต สวิส แต่นักลงทุนยังกังวลต่อสถานะของระบบธนาคารโลก ทางด้านธนาคารกลางยุโรป(อีซีบี)ขึ้นดอกเบี้ยเงินฝาก 50bp สู่ 3.00% ตามคาด เพื่อควบคุมภาวะเงินเฟ้อต่อไป ขณะที่อีซีบีคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะทะลุเกินเป้าหมาย 2% จนถึงปี 68 โดยประธานอีซีบีระบุว่าภาคธนาคารอยู่ในสถานะที่แข็งแกร่งกว่าช่วงวิกฤติการเงินเมื่อ 15 ปีก่อน อย่างไรก็ตาม ตลาดคาดว่าความตึงเครียดในภาคธนาคารจะส่งผลให้อีซีบีไม่สามารถขึ้นดอกเบี้ยได้อีกมากนักแล้ว โดยอีซีบีได้ยุติการใช้ Forward Guidance โดยไม่ได้ส่งสัญญาณว่าจะปรับดอกเบี้ยต่อไปอย่างไรท่ามกลางแนวโน้มที่ไม่แน่นอน ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยสุทธิ 9,734 ล้านบาท แต่ซื้อพันธบัตร 2,995 ล้านบาท สำหรับภาพรวมในสัปดาห์นี้ กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ กรุงศรี มองว่า การประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด)วันที่ 21-22 มี.ค.จะเป็นจุดสนใจหลักของตลาดโลก โดยเราคาดว่ายังมีความเป็นไปได้สูงที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 25bp สู่ 4.75-5.00% ในรอบนี้ แต่การสื่อสารของเฟดอาจบ่งชี้ว่าวัฎจักรดอกเบี้ยขาขึ้นกำลังใกล้สิ้นสุดลง สนับสนุนมุมมองที่ว่าภาวะความผันผวนและตลาดการเงินตึงตัวจะถ่วงกิจกรรมทางเศรษฐกิจและเงินเฟ้อลงในระยะถัดไป อย่างไรก็ดี การประชุมเฟดครั้งนี้มีความไม่แน่นอนสูงท่ามกลางความวิตกของนักลงทุนว่ามาตรการต่างๆที่ออกมาในช่วงนี้จะประคองเสถียรภาพตลาดได้นานเพียงใด สำหรับปัจจัยในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดว่าในปีนี้เศรษฐกิจจะเติบโตได้ 3.7% จากการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว ส่วนเงินเฟ้อมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องและคาดว่าจะกลับเข้ากรอบเป้าหมายได้ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ การทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอย่างค่อยเป็นค่อยไปพร้อมความยืดหยุ่นหากแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อเปลี่ยนไปจากที่ประเมินไว้ยังเป็นแนวทางที่เหมาะสม เรามองว่าทางการอาจปรับขึ้นดอกเบี้ยสู่ระดับ 1.75% ด้วยมติไม่เป็นเอกฉันท์ในการประชุมวันที่ 29 มี.ค. Views: 217
Read Moreวิจัยกรุงศรีปรับลดคาดการณ์ GDP ปี 2566 เป็นขยายตัว 3.3% จากเดิมคาด 3.6%
เศรษฐกิจไทย การบริโภคภาคเอกชนและกิจกรรมภาคบริการที่ขยายตัวช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในเดือนมกราคม แต่เศรษฐกิจทั้งปีมีแนวโน้มเติบโตต่ำกว่าคาด ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานเครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชนปรับดีขึ้นจากเดือนก่อน ส่วนหนึ่งเป็นผลจากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐ และปัจจัยสนับสนุนกำลังซื้อภาคครัวเรือนจากการจ้างงานและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ปรับดีขึ้น รวมถึงการใช้จ่ายในภาคบริการที่ขยายตัวตามการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ ส่วนการลงทุนภาคเอกชนมีการปรับดีขึ้นในหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ ขณะที่การลงทุนในหมวดก่อสร้างยังคงลดลง ด้านต่างประเทศมูลค่าการส่งออกหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาไทยอยู่ที่ 2.14 ล้านคน จาก 2.24 ล้านคนในเดือนธันวาคม เศรษฐกิจในช่วงต้นปี 2566 ยังมีโมเมนตัมเชิงบวกในการฟื้นตัว แต่เพื่อสะท้อนข้อมูล GDP ในไตรมาส 4/2565 ที่เติบโตต่ำกว่าคาด (1.4% YoY เทียบกับวิจัยกรุงศรีคาดการณ์ที่ 3.7% และนักวิเคราะห์คาดที่ 3.6%) ล่าสุดวิจัยกรุงศรีได้ปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ลงเหลือ 3.3% จากเดิมคาด 3.6% โดยปรับลดคาดการณ์การบริโภคภาครัฐและการลงทุนภาครัฐ เพื่อชี้ถึงการลดลงของการใช้จ่ายภาครัฐผ่านมาตรการบรรเทาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และความล่าช้าของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงผลทวีคูณเชิงลบที่มีต่อระบบเศรษฐกิจ (multiplier effect) ผ่านการบริโภคภาคเอกชนและการลงทุนภาคเอกชนในปีนี้ สำหรับภาคการส่งออกยังคงประมาณการเดิมว่าอาจเติบโตเพียงเล็กน้อยที่ 0.5% โดยภาพรวมแล้วคาดว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้น่าจะหลีกเลี่ยงภาวะถดถอยได้ มูลค่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นสูงกว่าระดับก่อนเกิดโรคระบาดได้ และดีขึ้นจากปีก่อนที่เติบโตเพียง 2.6% การส่งออกเดือนมกราคมมีมูลค่าต่ำสุดในรอบเกือบ 2 ปี คาดทั้งปีอาจเติบโตเพียงเล็กน้อย กระทรวงพาณิชย์เผยมูลค่าส่งออกเดือนมกราคมอยู่ที่ 20.2 พันล้านดอลลาร์ หดตัว 4.5% YoY และหากหักน้ำมันและทองคำ มูลค่าส่งออกจะหดตัวอยู่ที่ 3.0% โดยการส่งออกไปยังตลาดหลักทั้งสหรัฐ ญี่ปุ่น จีน และ CLMV หดตัว ขณะที่ขยายตัวได้ในตลาดสหภาพยุโรป และอาเซียน5 ด้านการส่งออกรายสินค้า พบว่าการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมหดตัว 5.4% สินค้าอุตสาหกรรมการเกษตรหดตัว3.3% และสินค้าเกษตร หดตัว 2.2% อย่างไรก็ตาม สินค้าส่งออกสำคัญที่ยังขยายตัวได้ในเดือนมกราคม อาทิ รถยนต์ ชิ้นส่วนและส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศ และไก่สดแช่เย็น แช่แข็ง มูลค่าการส่งออกของไทยในเดือนแรกของปีนี้แม้หดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 แต่หดตัวชะลอลงจากเดือนก่อนและถือว่ายังหดตัวไม่รุนแรงเมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาค อาทิ…
Read Moreวิจัยกรุงศรี เผยบทวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจและการเงิน
เศรษฐกิจโลก ผลบวกจากการเปิดประเทศของจีนเริ่มทยอยปรากฎ แต่ผลกระทบจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยและความขัดแย้งทางภูมิศาสตร์อาจสร้างความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลก Views: 305
Read Moreกรุงศรีคาดเงินบาทสัปดาห์นี้ซื้อขายในกรอบ 33.50-34.20
กรุงศรีคาดเงินบาทสัปดาห์นี้ซื้อขายในกรอบ 33.50–34.20 ลุ้นเงินเฟ้อสหรัฐฯ Views: 267
Read More