แนะประกันภัยใช้วิกฤตเป็นโอกาส

เลขาธิการ คปภ. ฉายภาพอนาคตธุรกิจประกันภัยบนความไม่แน่นอน กระตุ้นภาคธุรกิจประกันภัยเร่งปรับตัวเพื่อใช้วิกฤตเป็นโอกาส

ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ได้ให้เกียรติเป็นประธานกล่าวเปิดงานประชุมวิชาการด้านการประกันวินาศภัย ครั้งที่ 1 ประจำปี 2562 ซึ่งจัดโดยสมาคมประกันวินาศภัยไทย ภายใต้การบูรณาการความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศทั้งของรัฐและเอกชน จำนวน 12 แห่ง พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษ ภายใต้หัวข้อ “Dealing with Uncertainty : The Future of Insurance” โดยงานประชุมวิชาการดังกล่าวเป็นการเปิดโอกาสให้นิสิต นักศึกษา คณาจารย์ นักวิชาการ และนักประกันภัยได้เผยแพร่ผลงานทางวิชาการและงานวิจัยทางด้านประกันวินาศภัย รวมทั้งได้แลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และความคิดเห็นจากการศึกษาวิจัยร่วมกัน เพื่อเป็นการต่อยอดและพัฒนาองค์ความรู้ด้านการประกันวินาศภัยระหว่างสถาบันการศึกษากับภาคธุรกิจประกันวินาศภัย

เลขาธิการ คปภ. ฉายภาพการที่ธุรกิจประกันภัยต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน คือปัจจัยต่างๆที่จะเกิดอย่างแน่นอน เช่น สภาวะโลกร้อน สังคมผู้สูงอายุ การเข้ามาของเทคโนโลยีที่เข้ามา Disrupt การประกอบธุรกิจ โดยในส่วนของประกันภัยนั้น ปัจจัยที่สร้างความเปลี่ยนแปลง ปัจจัยแรก คือ การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค ซึ่งในปัจจุบันผู้บริโภคต้องการให้มีการตอบสนองการให้บริการอย่างฉับไว การเข้าถึงและการตอบกลับต้องมีความรวดเร็ว ผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่เสนอขายจะต้องตอบโจทย์ความต้องการ ได้อย่างครบถ้วนสอดคล้องกับความเสี่ยงภัยในปัจจุบัน รวมถึงผู้บริโภคต้องการมีส่วนร่วมในการบริการด้านการประกันภัยมากขึ้น มากกว่าที่จะเป็นเพียงผู้ซื้อเท่านั้น

ปัจจัยที่สอง คือ การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการประกอบธุรกิจ ซึ่งเริ่มให้ความสนใจในการให้ความคุ้มครองทรัพย์สินที่ไม่มีรูปร่างมากยิ่งขึ้น เช่น BitCoin หรือ Cyber Insurance ประกันภัยทรัพย์สินทางปัญญา ประกันภัยไซเบอร์ รวมถึงเริ่มมีการผนวกความคุ้มครองประกันภัยกับบริการอื่นๆ มากขึ้น

ปัจจัยที่สาม คือ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) และสภาวะโลกร้อน ซึ่งถือเป็นปัจจัยจากสภาพแวดล้อมที่สำคัญที่จะกระทบต่อธุรกิจประกันภัยในการบริหารความเสี่ยงเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว และปัจจัยสุดท้าย คือ การเข้ามาในธุรกิจประกันภัยของผู้ให้บริการด้านอื่นๆ ซึ่งตัวอย่างที่สำคัญที่เห็นได้ชัดในประเทศจีน คือธุรกิจ e-commerce เริ่มรุกเข้ามาในตลาดการเงิน

การเข้ามาของเทคโนโลยีในธุรกิจประกันภัยส่งผลให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้น จนก่อให้เกิดคำว่า InsurTech ที่เป็นการนำเทคโนโลยีมาผสานเข้ากับผลิตภัณฑ์และบริการด้านประกันภัย โดยสามารถจำแนกการพัฒนา InsurTech เป็น 4 ด้าน ประกอบด้วย

ด้านการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์และบริการประกันภัย ซึ่งนำเทคโนโลยีมาช่วยในการวิเคราะห์และประมวลผลจากข้อมูลที่มีอยู่ว่า จากความต้องการของลูกค้า หรือจากข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าแบบนี้แล้ว ลูกค้าจะมีความเสี่ยงด้านไหน ควรซื้อประกันภัยเพื่อคุ้มครองความเสี่ยงภัยอย่างไรและเบี้ยประกันภัยเท่าไรจึงจะเหมาะสม และคัดเลือกหรือแนะนำแบบประกันภัยที่ตอบโจทย์และคุ้มค่าที่สุดจากฐานข้อมูล

ด้านการขาย เป็นการพัฒนาขั้นตอนการซื้อขาย ที่สามารถทำให้เสร็จสิ้นได้ครบทุกกระบวนการบนซอฟต์แวร์ ด้วยการกรอกข้อมูลใบสมัครทำประกันแบบออนไลน์ (E-Application) การชำระเงินอิเล็กทรอนิคส์ (E-Payment) และการออกกรมธรรม์ดิจิทัล (E-Policy)

ด้านการพิจารณารับประกันภัย จะนำเทคโนโลยี Internet Of Things (IOT) หรือการใช้เทคโนโลยีในการตรวจจับหรือบันทึกข้อมูลตามพฤติกรรมหรือความเคลื่อนไหวของสิ่งต่างๆ ให้มาอยู่ในรูปของฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ที่สามารถใช้วิเคราะห์ความเสี่ยงเฉพาะบุคคลในด้านของสุขภาพ การใช้ชีวิต การเดินทาง หรือการขับขี่ได้อย่างละเอียดผ่านการใช้อุปกรณ์ในการตรวจวัดและเก็บข้อมูล

ด้านการเคลม จะนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยพัฒนาระบบการรับแจ้งเคลม ให้เป็นแบบออนไลน์ เชื่อมต่อข้อมูลกันทั้งหมด ซึ่งจะช่วยให้การติดตามและสืบค้นข้อมูลมีความสะดวกและง่ายมากขึ้น

สำนักงาน คปภ. จึงต้องปรับวิธีการทำงานและนำเทคโนโลยีมาช่วยเช่น การนำ RegTech, SupTech มาใช้ในการกำกับดูแล และส่งเสริมให้เกิดผลิตภัณฑ์ประกันภัยแบบใหม่ๆ การตั้งศูนย์ CIT เพื่อช่วยพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีประกันภัยและส่งเสริมภาคธุรกิจประกันภัยให้นำเทคโนโลยีประกันภัยมาใช้ให้มากขึ้น ฯลฯ ซึ่งจะต้องปฏิบัติ ทั้ง กำกับและส่งเสริม ควบคู่กันไป

Related posts

Leave a Comment