– จำนวนธุรกิจจัดตั้งใหม่ มีผู้ประกอบธุรกิจยื่นขอจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนบริษัทใหม่ทั่วประเทศ ในเดือนพฤศจิกายน 2562 จำนวน 4,968 ราย รวมจำนวนธุรกิจจัดตั้งใหม่สะสมตั้งแต่เดือน ม.ค. – พ.ย. 62 มีจำนวน 68,327 ราย โดยเพิ่มขึ้นใกล้เคียงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (ม.ค. – พ.ย. 61) จำนวน 68,007 ราย
– ประเภทธุรกิจจัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป จำนวน 486 ราย คิดเป็น ร้อยละ 10 รองลงมา คือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จำนวน 334 ราย คิดเป็นร้อยละ 7 และอันดับ 3 คือ ธุรกิจภัตตาคาร ร้านอาหาร จำนวน 174 ราย คิดเป็นร้อยละ 4 ตามลำดับ
– มูลค่าทุนธุรกิจจัดตั้งใหม่ ในเดือนพฤศจิกายน 2562 มีจำนวนทั้งสิ้น 21,395 ล้านบาท รวมมูลค่าทุน จดทะเบียนธุรกิจตั้งใหม่สะสมตั้งแต่เดือน ม.ค. – พ.ย. 62 มีจำนวน 306,013 ล้านบาท
– ธุรกิจจัดตั้งใหม่แบ่งตามช่วงทุน โดยช่วงทุนที่มีจำนวนรายธุรกิจจัดตั้งใหม่ทั่วประเทศมากที่สุด ได้แก่ ช่วงทุนไม่เกิน 1 ล้านบาท มีจำนวน 3,366 ราย คิดเป็นร้อยละ 67.76 รองลงมา คือช่วงทุนมากกว่า 1-5 ล้านบาท จำนวน 1,487 ราย คิดเป็นร้อยละ 29.93 รองลงมา คือช่วงทุนมากกว่า 5-100 ล้านบาท มีจำนวน 99 ราย คิดเป็นร้อยละ 1.99 และช่วงทุนมากกว่า 100 ล้านบาท จำนวน 16 ราย คิดเป็นร้อยละ 0.32 ตามลำดับ

ธุรกิจเลิกประกอบกิจการ เดือนพฤศจิกายน
– จำนวนธุรกิจเลิกประกอบกิจการ มีจำนวน 2,393 ราย รวมจำนวนธุรกิจเลิกสะสมตั้งแต่เดือน ม.ค. – พ.ย. 62 มีจำนวน 16,463 ราย ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (ม.ค. – พ.ย. 61) ซึ่งมีจำนวน 16,264 ราย
-ประเภทธุรกิจเลิกประกอบกิจการสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป จำนวน 203 ราย คิดเป็นร้อยละ 8 รองลงมาคือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จำนวน 148 ราย คิดเป็นร้อยละ 6 และธุรกิจภัตตาคาร / ร้านอาหาร จำนวน 62 ราย คิดเป็นร้อยละ 3 ตามลำดับ
– มูลค่าทุนธุรกิจเลิกประกอบกิจการ ในเดือนพฤศจิกายน 2562 มีจำนวนทั้งสิ้น 7,409 ล้านบาท รวมมูลค่าทุนจดทะเบียนธุรกิจเลิกสะสมตั้งแต่เดือน ม.ค. – พ.ย. 62 มีจำนวน 90,368 ล้านบาท
– ธุรกิจเลิกประกอบกิจการแบ่งตามช่วงทุน โดยช่วงทุนที่มีจำนวนรายธุรกิจเลิกประกอบกิจการทั่วประเทศ มากที่สุด ได้แก่ ช่วงทุนไม่เกิน 1 ล้านบาท จำนวน 1,651 ราย คิดเป็นร้อยละ 68.99 รองลงมาคือช่วงทุนมากกว่า 1- 5 ล้านบาท จำนวน 628 ราย คิดเป็นร้อยละ 26.24 ลำดับถัดไปคือช่วงทุนมากกว่า 5-100 ล้านบาท จำนวน 104 ราย คิดเป็นร้อยละ 4.35 และช่วงทุนมากกว่า 100 ล้านบาท มีจำนวน 10 ราย คิดเป็นร้อยละ 0.42 ตามลำดับ
ธุรกิจดำเนินกิจการอยู่ ณ เดือนพฤศจิกายน
– ธุรกิจดำเนินกิจการอยู่ทั้งสิ้น (ณ วันที่ 30 พ.ย. 62) ธุรกิจที่ยังคงดำเนินกิจการอยู่ทั่วประเทศ จำนวน748,942 ราย มูลค่าทุน 18.24 ล้านล้านบาท จำแนกเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด / ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล จำนวน 184,855 ราย คิดเป็นร้อยละ 24.68 บริษัทจำกัด จำนวน 562,828 ราย คิดเป็นร้อยละ 75.15 และบริษัทมหาชนจำกัด จำนวน 1,259 ราย คิดเป็นร้อยละ 0.17 ตามลำดับ
– ธุรกิจดำเนินกิจการอยู่แบ่งตามช่วงทุน ธุรกิจส่วนใหญ่มีช่วงทุนไม่เกิน 1 ล้านบาท จำนวน 442,960 ราย คิดเป็นร้อยละ 59.15 รวมมูลค่าทุน 0.39 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 2.14 รองลงมา คือ ช่วงทุนมากกว่า 1-5 ล้านบาท จำนวน 219,698 ราย คิดเป็นร้อยละ 29.33 รวมมูลค่าทุน 0.72 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 3.95 รองลงมา คือ ช่วงทุนมากกว่า 5-100 ล้านบาท จำนวน 70,821 ราย คิดเป็นร้อยละ 9.46 รวมมูลค่าทุน 1.92 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 10.52 และช่วงทุนมากกว่า 100 ล้านบาท จำนวน 15,463 ราย คิดเป็นร้อยละ 2.06 รวมมูลค่าทุน 15.21 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 83.39 ตามลำดับ
สำหรับแนวโน้มการจัดตั้งธุรกิจปี 2562 เมื่อประเมินจากสถานการณ์การจดทะเบียนและสภาพเศรษฐกิจ คาดว่า สถิติการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจจะมีจำนวนใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา (ประมาณ 72,000 ราย)
การลงทุนประกอบธุรกิจในไทยภายใต้กฎหมายต่างด้าว
– เดือนพฤศจิกายน 2562 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติประกอบธุรกิจทั้งสิ้น 56 ราย แบ่งเป็นใบอนุญาตประกอบธุรกิจ 22 ราย และหนังสือรับรองประกอบธุรกิจ 34 ราย โดยมีเม็ดเงินลงทุนทั้งสิ้น 18,011 ล้านบาท
– นักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทยมากที่สุด ได้แก่ ญี่ปุ่น จำนวน 21 ราย เงินลงทุน 8,534 ล้านบาท รองลงมา ได้แก่ สิงคโปร์ จำนวน 11 ราย เงินลงทุน 567 ล้านบาท และมาเลเซีย 4 ราย เงินลงทุน 126 ล้านบาท
– เดือนมกราคม – พฤศจิกายน 2562 คนต่างด้าวได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจ จำนวน 561 ราย มีเงินลงทุนทั้งสิ้น 185,829 ล้านบาท และเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ปรากฏว่าเงินลงทุนเพิ่มขึ้น 73,283 ล้านบาท (65%) เนื่องจากใน ปี 62 มีต่างชาติลงทุนประกอบธุรกิจที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง อาทิ บริการขุดเจาะปิโตรเลียม บริการออกแบบทางวิศวกรรมและบริหารจัดการโครงการรื้อถอนแท่นขุดเจาะก๊าซธรรมชาติในทะเล บริการออกแบบติดตั้ง ตรวจสอบ ทดสอบ และบริหารจัดการโครงการประตูกั้นชานชาลาแบบครึ่งความสูง เป็นต้น
โดยการให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเดือนพฤศจิกายน 2562
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลดิจิทัล และ พ.ร.บ. การอำนวยความสะดวก เพื่อลดต้นทุน ลดเวลา และลดการใช้กระดาษ โดยพัฒนาการบริการทุกกระบวนการของกรม ผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ให้ผู้ใช้บริการยื่นขอรับบริการได้ทุกที่ ทุกเวลา
e–Certificate บริการระบบหนังสือรับรอง และรับรองสำเนาเอกสารนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านธนาคาร
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้ดำเนินการพัฒนาต่อยอดระบบการให้บริการหนังสือรับรอง และรับรองสำเนาเอกสารนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านธนาคาร (e–Certificate) ซึ่งเปิดให้บริการตั้งแต่ปี 2555 และผ่านการรับรองระบบพิมพ์ออกฯ จากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) จึงเป็นนวัตกรรมที่สามารถบริการประชาชนได้อย่างทั่วถึง สะดวก รวดเร็วและมีความน่าเชื่อถือ และเป็นไปตามกฎหมายที่กำหนด โดยในวันที่ 16 ธันวาคม 2562 ได้มีการขยายการให้บริการไปยังธนาคารทหารไทย ทำให้ภาคธุรกิจและประชาชนผู้สนใจสามารถติดต่อขอรับบริการ ณ สาขาธนาคารใกล้บ้านที่เข้าร่วมโครงการ ได้รวมทั้งสิ้น
10 ธนาคาร จำนวน 3,969 สาขา
e–Secured จดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจแบบอิเล็กทรอนิกส์
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้เปิดให้บริการจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจแบบอิเล็กทรอนิกส์อย่างครบวงจร ผ่าน Web Application และ Web Service แบบ Host to Host และชำระค่าธรรมเนียม ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e–Payment) และออกใบเสร็จรับเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e–Receipt) โดยเจ้าพนักงานทะเบียนลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Digital Signature) รวมถึงสามารถตรวจค้นข้อมูลหลักประกันทางธุรกิจเบื้องต้นผ่านเว็บไซต์ www.dbd.go.th หรือผ่านระบบ mobile application (iOs และAndroid) บนสมาร์ทโฟน
โดยระหว่าง 4 กรกฎาคม 2559 จนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2562 มีการจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจ จำนวน 465,336 คำขอ มูลค่าทรัพย์สินที่นำมาเป็นหลักประกัน จำนวน 7,444,974 ล้านบาท มีการทรัพย์สินที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจและใช้ประกอบธุรกิจมาเป็นหลักประกันทางธุรกิจได้โดยไม่ต้องส่งมอบทรัพย์สิน
สำหรับเดือนพฤศจิกายน 2562 มีการจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจ จำนวน 7,700 คำขอ มูลค่าทรัพย์สินที่นำมาเป็นหลักประกัน จำนวน 205,109 ล้านบาท ทั้งนี้ทรัพย์สินที่นำมาเป็นหลักประกันทางธุรกิจมากที่สุด ได้แก่ สิทธิเรียกร้อง เช่น บัญชีเงินฝาก ลูกหนี้การค้าสิทธิการเช่า คิดเป็นร้อยละ 56.79 (มูลค่า 45,282 ล้านบาท) รองลงมาคือ สังหาริมทรัพย์ที่ใช้ในการประกอบธุรกิจ เช่น สินค้าคงคลัง เครื่องจักรคิดเป็นร้อยละ 43.18 (มูลค่า 34,427 ล้านบาท) กิจการ มีการจดทะเบียนคิดเป็นร้อยละ 0.03 (มูลค่า 22 ล้านบาท) และ ไม้ยืนต้น เป็นประเภทไม้ยางพารา คิดเป็นร้อยละ 0.0002 (มูลค่า 210,000 บาท) และมีผู้รับหลักประกัน รวมจำนวนทั้งสิ้น 217 ราย
นอกจากนี้เมื่อ 18 ธันวาคม 2562 สำนักงานพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ได้จัดงานสัมมนาเผยแพร่ผลการพัฒนาแนวทางการให้บริการภาครัฐ เรื่อง “4 ปี กฎหมายอำนวยความสะดวก สู่บริการภาครัฐในยุคดิจิทัล” ซึ่งบริการ “การจดทะเบียน การแกไขรายการจดทะเบียน และการยกเลิกสัญญาหลักประกันทางธุรกิจ” ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าที่ได้ลดระยะเวลาที่ใช้ในการให้บริการจากเดิม 15 นาที เหลือ 1 นาที ติด 1 ใน 10 อันดับกระบวนงานที่ลดระยะเวลาการให้บริการ จากการจัดอันดับการปรับลดระยะเวลาการให้บริการทั้งสิ้น 358 งานบริการ
e–Registration การจดทะเบียนนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์
การจดทะเบียนนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2560 – 30 พฤศจิกายน 2562 มีการยืนยันการใช้งาน (Activate) จำนวน 49,830 ราย รับจดทะเบียน 20,333 ราย ซึ่งกรมได้มีการเตรียมการพัฒนาระบบให้อำนวยความสะดวกเพิ่มขึ้น ทั้งด้านการยืนยันตัวตนนิติบุคคลและการใช้ระบบงาน รวมถึงการเชื่อมโยงเพื่อสร้างความพร้อมในการดำเนินธุรกิจให้แก่ SME ทั้งด้านการเงินและซอฟแวร์ รวมทั้งการให้บริการสำเนาเอกสารทะเบียนนิติบุคคลรูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ของนิติบุคคลที่จดทะเบียนผ่านระบบ e–Registration
DBD e – Filing การนำส่งงบการเงินผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ประกาศหลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติในการยื่นงบการเงินประจำปี 2561 สำหรับนิติบุคคลที่มีรอบปีบัญชีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2561 จะต้องนำส่งงบการเงินภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2562 ณ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2562 นิติบุคคลนำส่งงบการเงินแล้วจำนวน 557,691 ราย โดยนำส่งผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ (DBD e–Filing) จำนวน 518,040 ราย คิดเป็นร้อยละ 93 และนำส่งในรูปแบบกระดาษ จำนวน 39,651 ราย คิดเป็นร้อยละ 7 จะเห็นว่าการนำส่งงบการเงินผ่านระบบ DBD e–Filing อยู่ในสัดส่วน 93% ของนิติบุคคลที่ได้นำส่งงบการเงินแล้ว ซึ่งมียอดการนำส่งงบการเงินสูงกว่าปีก่อนเมื่อเปรียบเทียบในช่วงเวลาเดียวกัน ถือว่าการรณรงค์เชิญชวนให้นิติบุคคลนำส่งงบการเงินผ่านระบบ DBD e–Filing ประสบความสำเร็จในระดับที่น่าพอใจ