คุมเข้มรง.ปล่อยมลพิษ

กรอ.คุมเข้มรง.ปล่อยมลพิษ–เร่งพัฒนาอุตสาหกรรม ป้องกันความเสี่ยงด้านน้ำเสีย อากาศเสีย กากอุตสาหกรรมและความปลอดภัย

นายประกอบ วิวิธจินดา อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ในปี 63 กรอ. ให้ความสำคัญในแผนงาน 4 ด้านหลัก ประกอบด้วย 1.การดำเนินนโยบายการปกป้องสิ่งแวดล้อม และปราบปรามผู้ประกอบการที่กระทำผิด จนเกิดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมแบบเข้มงวดมากขึ้น 2.การพัฒนากฎหมาย และระบบดิจิทัล เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมไทยเข้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 3.การส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมให้มีการพัฒนาศักยภาพการแข่งขันให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน และ 4. การพัฒนาบุคลากรตามนโยบายของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ต้องการให้มีการพัฒนาเศรษฐกิจไทยควบคู่กับการดูแลชุมชนและสิ่งแวดล้อม

นายประกอบ วิวิธจินดา

สำหรับด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งถือเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก ทาง กรอ. เน้นบริหารจัดการ กำกับ ดูแล และเฝ้าระวังผู้ประกอบการอุตสาหกรรมให้มีความปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่ง กรอ. มีแผนในการตรวจกำกับโรงงาน 5,000 -6,000 โรงงาน เพื่อเฝ้าระวังเรื่องของความเสี่ยงด้านต่าง ๆ อาทิ น้ำเสีย อากาศ กากอุตสาหกรรม ความปลอดภัย (สารเคมี อัคคีภัย ระบบไฟฟ้า หม้อน้ำ) หลังจากพบว่าในปี 62 มีชาวบ้านหรือชุมชนร้องเรียนโรงงานที่สร้างความเดือดร้อนมายัง กรอ. จำนวน 594เรื่อง เพิ่มขึ้นจากปี 61 เล็กน้อย ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของกลิ่นเหม็นมากที่สุด 389 เรื่อง รองลงมาเป็นเสียงดังจำนวน 200 เรื่อง,เรื่องฝุ่นละอองจำนวน 136 เรื่อง, ทำงานกลางคืนจำนวน 89 เรื่อง และเรื่องเขม่าควันจำนวน 79 เรื่อง

ขณะเดียวกันหากพบว่าโรงงานมีการปล่อยมลพิษทาง กรอ. ก็จะมีหน่วยเคลื่อนที่เร็วเข้าระงับ และจัดการ เพื่อความรวดเร็ว แม่นยำ เนื่องจากกรมมีระบบรายงานมลพิษแบบอัตโนมัติต่อเนื่อง24 ชั่วโมง ทั้งน้ำ อากาศ และกากอุตสาหกรรม นอกจากนี้ก็จะพัฒนาระบบดิจิทัลเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการและพัฒนาระบบอนุญาตและการกำกับดูแล ทั้งข้อมูลเพื่อการบริหารจัดการวัตถุอันตราย เชื่อมโยงเอกสารและข้อมูลประชาชนและบริการภาครัฐ การนำระบบบริหารจัดการกากอุตสาหกรรม (E Fully Manifest) และทำเนียบสารเคมีและวัตถุอันตราย รวมถึงการผลักดันโครงการต่าง ๆ ที่จะช่วยลดมลพิษ

“การดำเนินการตาม พ.ร.บ. โรงงานฉบับใหม่ก็ถือว่าเป็นงานใหม่ในปี 63 ซึ่งนอกจากจะสร้างระบบ มาตรฐานในการบริหารจัดการ และกำกับดูแลโรงงานให้มีความคล่องตัวและสร้างบรรยากาศการลงทุนที่มีความน่าสนใจ สามารถดึงดูดนักลงทุนได้แล้วนั้น ยังมีเรื่องสำคัญอื่น ๆ ที่ต้องเร่งดำเนินการ เช่น เรื่องการรับรองตนเองของผู้ประกอบการ และการกำกับดูแล Third Partyแล้วยังต้องอบรมให้ความรู้แก่บุคลากรให้สามารถปฎิบัติงานรองรับได้อย่างถูกต้อง โดยเฉพาะประเด็น การถ่ายโอนภารกิจให้แก่หน่วยงานท้องถิ่นในการกำกับดูแลโรงงาน”

นอกจากนี้ จะผลักดันโครงการต่าง ๆ เช่น โครงการอุตสาหกรรมสีเขียว ที่ส่งเสริมให้โรงงานอุตสาหกรรมทั่วประเทศเข้าสู่อุตสาหกรรมสีเขียวเบื้องต้นมอบหมายให้ กองส่งเสริมเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อมโรงงาน (กทส.) ประสานการดำเนินการกับอุตสาหกรรมจังหวัดอย่างใกล้ชิด, โครงการอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชนในพื้นที่ ก็จะประสานการทำงานอย่างใกล้ชิดกับอุตสาหกรรมจังหวัด โดยแบ่งกลุ่มออกเป็น กลุ่มที่มีโรงงานอุตสาหกรรมหนาแน่น กลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ที่มีศักยภาพในการเติบโตของภาคอุตสาหกรรม และกลุ่มพื้นที่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) และ โครงการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำสายหลัก โดยเริ่มจากลุ่มน้ำเจ้าพระยา และคลองอู่ตะเภา ซึ่งจะขยายผลไปอีก 25 ลุ่มน้ำสายหลัก และโครงการอื่น ๆ ที่จะช่วยส่งเสริมให้เกิดบรรยากาศการน่าลงทุน เพื่อจูงใจให้เกิดการลงทุนและต้องเป็นการลงทุนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมอยู่เคียงข้างชุมชนได้อย่างมีความสุข

ส่วนแผนดำเนินในรอบปี 2562กรอ. ได้มีคำสั่งกรณีที่มีการร้องเรียนและตรวจพบว่าโรงงานมีการกระทำความผิด โดยมีคำสั่งปิดโรงงานปี 61 จำนวน 4 โรงงาน และในปี 62 จำนวน 6 โรงงาน พร้อมทั้งสั่งการให้ดำเนินการแก้ไข ปี61 จำนวน 36 โรงงาน และปี 62 จำนวน 35 โรงงาน ส่วนกรณีการทิ้งกากอุตสาหกรรมที่จังหวัดสระแก้ว ถือเป็นหนึ่งในกรณีที่มีการบูรณาการการทำงานร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการจัดการแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งใช้เวลาเพียง 12 วัน ดำเนินการตั้งแต่การตรวจสอบ การดำเนินคดี และการสั่งปิดโรงงานชั่วคราว

นอกจากนี้กรมโรงงานฯ ยังประสานการทำงานแบบบูรณาการโดยตรวจกำกับร่วมกับกระทรวงฯ และหน่วยงานอื่น ๆ นอกเหนือจากการทำงานตามปกติ เช่น บูรณาการการทำงานกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงแรงงาน ในการตรวจกำกับด้านความปลอดภัย, บูรณาการในการตรวจกำกับดูแลกับหน่วยราชการอื่น ตามพ.ร.บ.โรงงาน และพ.ร.บ.วัตถุอันตราย เช่น การดำเนินการตามมาตรการบริหารจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้แล้ว (เศษพลาสติก E-Waste และUsed –E) โดยทำงานร่วมกับอุตสาหกรรมจังหวัด, การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, กระทรวงพาณิชย์, กรมศุลกากร,กรมควบคุมมลพิษ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ลงพื้นที่ในจังหวัดที่มีปัญหา รวมถึงการแก้ปัญหาเรื่องการอนุญาตนำเข้า–นำผ่านของสารโซเดียมไซยาไนด์ร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ

ส่วนผลงานด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในรอบปี 62 เช่น การส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมสู่Factory 4.0, การอนุรักษ์และประหยัดพลังงาน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมทำความเย็นและหม้อน้ำในโรงงาน, การส่งเสริมเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้โรงงานปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ โดยได้ดำเนินการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรในโรงงาน กลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีแล้วกว่า 2,131 เครื่อง หรือจำนวนโรงงาน 107 โรงงาน, การส่งเสริมสนับสนุนเพื่อยกระดับโรงงานเข้าสู่อุตสาหกรรมสีเขียว ปี 62 จำนวน 2,921 ราย จากเป้าหมายที่ 2,000 ราย ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2554 ถึงปัจจุบันมีจำนวนโรงงานที่ได้รับเครื่องหมายอุตสาหกรรมสีเขียวแล้วกว่า 37,412 ราย, ส่งเสริมโรงงานให้มีความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR- DIW) จำนวน353 ราย โดยปัจจุบันมีจำนวนรวมแล้วกว่า 4,547 ราย

สำหรับ ข้อมูลโรงงานที่เปิดใหม่และขยายกิจการในปี 62 มี จำนวน 4,379 โรงงานลดลงจากปีก่อน 15.80% เกิดการจ้างงาน207,602 คน เพิ่มขึ้น 1.52% มีเงินลงทุน 483,672.29 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31.86% ส่วนโรงงานที่ขอเลิกกิจการมี 1,743 โรงงาน ลดลง 12.89% จำนวนคนงาน 43,987 คน เพิ่มขึ้น 5.68% และจำนวนเงินทุน 56,562.52 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 57.10%

ส่วนการคาดการณ์การเติบโตของภาคอุตสาหกรรมในปี 63 นั้นน่ามีการตั้งและขยายโรงงานที่ดีกว่าปี 62 เห็นได้จากสถิติย้อนหลังประกอบกับนโยบายการส่งเสริมการลงทุนของรัฐบาลด้านต่าง ๆ ที่ทำให้โรงงานเข้ามาลงทุนมากขึ้น อย่างไรก็ตามประเมินว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ภาคอุตสาหกรรมของไทยมีการปรับตัวตามแนวทางการพัฒนาของประเทศ หรือการปรับตัวสู่อุตสาหกรรม4.0 สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

Share this post

Related posts

Leave a Comment