บพท. หนุนประเมิน“สุขภาพทางการเงิน”

บพท. หนุนนักวิจัยมหาวิทยาลัย  ประเมิน “สุขภาพทางการเงิน” และสร้าง “กลยุทธ์การเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจ”  ให้กับวิสาหกิจชุมชนที่เข้าไปทำวิจัยภายใต้กรอบ “Local Enterprises”

ผศ.ดร.บัณฑิต อินณวงศ์

ผศ.ดร.บัณฑิต อินณวงศ์ หัวหน้าโครงการ ศูนย์ประสานงาน/บริหารจัดการเพื่อยกระดับ เสริมศักยภาพของธุรกิจท้องถิ่นพร้อมกับการสร้างแพลตฟอร์มและกลไกการทำงานร่วมกัน มุ่งสู่ผลสัมฤทธิ์ทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน  โดยการสนับสนุนของหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)  กล่าวว่า ในการใช้งานวิจัยเข้าไปสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs หรือวิสาหกิจชุมชนนั้น ให้มีศักยภาพในการแข่งขันมากขึ้นนั้น นักวิจัยจะต้องนำ “ความต้องการ” มาวิเคราะห์หา “โจทย์ปัญหาที่แท้จริง” เสียก่อน

“สิ่งสำคัญคือเราต้องรู้ให้ได้ว่าปัญหาที่แท้จริงของการดำเนินธุรกิจท้องถิ่นคืออะไร ไม่ใช่ดูแค่ความต้องการ เช่น หากเขาบอกเราว่าต้องการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ซึ่งหากจะทำจริงมันก็คือการลงทุน เพราะฉะนั้น ก่อนจะไปถึงขั้นนั้น จำเป็นต้องรู้สถานการณ์จริงของวิสาหกิจแต่ละแห่งเสียก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่อง ‘สุขภาพทางการเงิน’ ซึ่งจากการวิเคราะห์ข้อมูลของ SMEs ที่ผ่านมาจะสามารถแบ่งสุขภาพธุรกิจเป็น 3 กลุ่มคร่าว ๆ คือ ‘รุ่ง’ (ธุรกิจมีกำไร และมีสภาพคล่องทางการเงิน) ‘รอด’ (‘ธุรกิจมีกำไร-ไม่มีสภาพคล่อง’ กับ ‘ไม่มีกำไร-มีสภาพคล่อง’) และ ‘ร่อแร่’ (ไม่มีกำไร-ไม่มีสภาพคล่อง)

นั่นจึงเป็นที่มาของกรอบวิจัย “Local Enterprise” ของ บพท. เป้าหมายสำคัญของกรอบวิจัยนี้ได้แก่ ‘การยกระดับและเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ชุมชนของวิสาหกิจชุมชน ที่ผ่านการจัดการห่วงโซ่คุณค่าใหม่ (New Value Chain)ก่อให้เกิดโครงสร้างการกระจายรายได้ที่เป็นธรรมสู่กลุ่มเกษตรกร/ผู้ผลิตต้นน้ำได้ร้อยละ 10’  โดยมีมหาวิทยาลัยที่ได้รับทุนวิจัยในปีงบประมาณ 2563 จำนวนทั้งสิ้น 15 มหาวิทยาลัย

“กระบวนการทำงานแบบมีส่วนร่วมระหว่างวิสาหกิจชุมชนและทีมนักวิจัยที่ขับเคลื่อนด้วยกลไกการดำเนินงานวิจัยของมหาวิทยาลัยพัฒนาพื้นที่ในครั้งนี้ จะต้องเกิดการสร้างรายได้ให้แก่วิสาหกิจชุมชนในห่วงโซ่เพิ่มขึ้นจากเดิมร้อยละ 10 นอกจากนี้ยังต้องทำให้เกิดการกระจายรายได้ลงไปสู่กลุ่มเกษตรกร/ผู้ผลิตที่เป็นภาคีต้นน้ำอย่างน้อยร้อยละ 10 อีกด้วย”

ขณะเดียวกัน งานวิจัยภายใต้กรอบวิจัยนี้ไม่ใช่การสร้าง Knowhow หรือสร้าง Knowledge ให้กับห่วงโซ่มูลค่าใหม่ (New Value Chain) แต่เป็นทุนสนับสนุนให้เกิดงานวิจัยที่สามารถเข้าไปช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางเศรษฐกิจของธุรกิจท้องถิ่นได้จริง ดังนั้นการทราบถึง “สุขภาพทางการเงิน” ของวิสาหกิจชุมชนแต่ละแห่งตั้งแต่เริ่มต้น จะทำให้มีแนวทางในการทำวิจัยร่วมวิสาหกิจนั้นๆ ได้อย่างเหมาะสม

 “ผมได้มีการสื่อสารกับทีมวิจัยของแต่ละมหาวิทยาลัย ในการทำ “Financial Analysis” ให้กับผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนแต่ละราย เพื่อให้เขาเกิดความเข้าใจในศักยภาพของตนเองและสถานภาพทางการเงินที่แท้จริงเสียก่อน  ว่าตัวเขาอยู่ในสถานะ ‘รุ่ง’ ‘รอด’ หรือ ‘ร่อแร่’    ก่อนเราจะหนุนเสริมด้วย “กลยุทธ์การเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจ” ซึ่งเป็นการนำข้อมูลต่าง ๆ ทั้งด้านการขาย การผลิต การตลาด สภาพคล่องทางการเงินและอื่น ๆ ที่ได้จากการทำ Financial Analysis  มาวางแนวทางปฏิบัติใหม่ให้แก่ผู้ประกอบการแต่ละรายต่อไป  ซึ่งจากประสบการณ์ที่นำวิธีการนี้ไปใช้กับผู้ประกอบการ SMEs จำนวน 50 ราย พบว่า กลยุทธ์การเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจนี้ สามารถช่วยผู้ประกอบการกว่า 30 ราย  “ลดหนี้ 10 เปอร์เซ็นต์””  หรือ “มีรายได้เพิ่มขึ้น 10 เปอร์เซ็นต์  ได้ทันที โดยยังไม่มีการใส่นวัตกรรม เทคโนโลยี หรือกระบวนการใหม่ๆ ให้แก่ผู้ประกอบการแต่อย่างใด”

ขณะนี้ตนเองกำลังจะถ่ายทอดแนวทางการทำ ‘กลยุทธ์การเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจ’ ให้กับมหาวิทยาลัยที่รับทุนภายใต้กรอบวิจัย Local Enterprise ของ บพท.  ซึ่งหากทีมวิจัยมีการนำไปใช้กับวิสาหกิจที่ร่วมในกระบวนการวิจัยของแต่ละมหาวิทยาลัยแล้ว  จะเป็นส่วนที่ช่วยสนับสนุนในการบริหารจัดการงานวิจัยให้แต่ละวิสาหกิจชุมชนเป้าหมาย สามารถเพิ่มรายได้ 10 เปอร์เซ็นต์ตามเป้าที่กำหนดไว้

Share this post

Related posts

Leave a Comment