นักลงทุนอสังหาฯแห่ปรับพอร์ต

ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจส่งผลนักลงทุนอสังหาฯ ปรับพอร์ตใหม่

ท่ามกลางตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังคงมีความผันผวนและปัจจัยหลายประการที่ส่งผลต่อมูลค่าอสังหาริมทรัพย์  ซีบีอาร์อี บริษัทที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำระดับโลก รายงานว่า เมื่อเข้าสู่ไตรมาส 4 นักลงทุนอสังหาริมทรัพย์เริ่มที่จะกลับมาประเมินพอร์ตการลงทุนของตนเองใหม่ และปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการบริหารทรัพย์สินเพื่อเตรียมรับมือกับความไม่แน่นอน แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ตัดโอกาสที่อาจเป็นไปได้ในปี 2564

นางสาวเพ็ญธิดา ศรีสว่าง หัวหน้าแผนกประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์ ซีบีอาร์อี ประเทศไทย ให้ความเห็นว่า “แม้ประเทศไทยจะประสบความสำเร็จในการควบคุมดูแลสถานการณ์โควิด-19 แต่การชะลอตัวทางเศรษฐกิจและสถานการณ์ทางทางการเมืองที่เกิดขึ้นต่อเนื่องได้ทำให้นักลงทุนอสังหาริมทรัพย์จำนวนมากขึ้นหันมาประเมินพอร์ตการลงทุนของตนเองใหม่ในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้  นักลงทุนหลายรายได้เปลี่ยนจากการพิจารณาทบทวนเฉพาะทรัพย์สินใหม่มาเป็นการประเมินมูลค่าพอร์ตการลงทุนทั้งหมด เนื่องจากการระบาดครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อราคาและผลการดำเนินงานของอสังหาริมทรัพย์แต่ละแห่งในระดับที่ต่างกัน  นอกจากนี้ยังกระตุ้นให้นักลงทุนจัดการพอร์ตการลงทุนและพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น รวมทั้งปรับกลยุทธ์และมองหาโอกาสใหม่ๆ จากทรัพยากรที่มีอยู่”

ความท้าทายต่างๆ ที่เกิดขึ้นไม่เพียงแต่ทำให้มูลค่าอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพมหานครเปลี่ยนแปลงไป แต่ยังรวมถึงในต่างจังหวัดด้วย  ประเด็นที่สำคัญประการหนึ่งคือแนวโน้มของอาคารเชิงพาณิชย์ที่ได้พัฒนาจากอาคารเดี่ยวไปสู่การเป็นโครงการแบบผสมผสานหรือมิกซ์ยูสภายใต้การร่วมทุนของผู้พัฒนาโครงการ

“รูปแบบของโครงการใหม่ๆ อาจทำให้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 น้อยกว่าในแง่ของรายได้ถ้ามองในแง่ของการกระจายความเสี่ยง   เนื่องจากการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ได้ให้ความสำคัญมากขึ้นในเรื่องการออกแบบที่คำนึงถึงผู้ใช้พื้นที่เป็นหลัก ความเป็นไปได้ด้านการเงิน การรับรองมาตรฐานอาคารเขียวจาก LEED หรือ WELL  พื้นที่สีเขียว และเทคโนโลยีแบบไร้สัมผัส   จึงทำให้อาคารเก่าที่ขาดองค์ประกอบเหล่านี้ได้รับแรงกดดันมากขึ้นในการแข่งขันกับอาคารใหม่ๆ ที่มีความโดดเด่น”

อาคารหลายแห่งสร้างขึ้นในช่วงกลางทศวรรษที่ 2530 ในทำเลยอดนิยม เช่น สาทร สีลม และสุขุมวิท นั้นเริ่มจะล้าสมัยไปแล้วในตลาดอสังหาริมทรัพย์    จากข้อมูลของแผนกวิจัย ซีบีอาร์อี พบว่าปริมาณพื้นที่สำนักงานในกรุงเทพฯ ณ ไตรมาส 3 ปี 2563 อยู่ที่ 9.17 ล้านตร.ม. โดยมากกว่า 70% สร้างขึ้นก่อนปี 2543    ด้วยสัดส่วนของอาคารที่ล้าสมัยและพื้นที่สำนักงานใหม่ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างมากกว่า 1 ล้านตร.ม. รวมถึงสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบันได้กระตุ้นให้นักลงทุนอสังหาริมทรัพย์หันกลับมาตรวจสอบพอร์ตการลงทุนของตนเอง

นอกจากนี้ยังไม่ควรมองข้ามตัวแปรอื่นๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงมูลค่าทรัพย์สิน เช่น วัฏจักรของตลาดอสังหาริมทรัพย์ การเปลี่ยนแปลงด้านผังเมืองซึ่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมามีที่ดินจำนวนมากขึ้นที่ถูกจัดโซนใหม่ให้เป็นที่ดินเพื่อพาณิชยกรรม  การขยายระบบโครงสร้างพื้นฐาน และกฎระเบียบการควบคุมอาคาร เช่น การกำหนดให้มีพื้นที่เปิดโล่งริมฝั่งทะเลมากขึ้น หรือการจำกัดพื้นที่โดยรวม (Gross Floor Area – GFA) ของอาคารแต่ละขนาด  รวมถึงการเวนคืน ซึ่งส่งผลต่อการใช้ที่ดินและราคาเช่นกัน

“หลายคนมักคิดว่าการประเมินมูลค่าอสังหาริมทรัพย์จะจำเป็นต่อเมื่อต้องการนำทรัพย์สินออกขายหรือจำนองเท่านั้น แต่ที่จริงแล้วการประเมินมูลค่าอสังหาริมทรัพย์จำเป็นต่อทุกสถานการณ์ในตลาด โดยเฉพาะการบริหารพอร์ตของนักลงทุน  เพราะช่วยให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องสามารถวางแผนกลยุทธ์ในระยะยาวและกลยุทธ์ย่อยสำหรับแต่ละตลาดได้   รวมถึงพิจารณาว่าอสังหาริมทรัพย์ใดจะมีศักยภาพในอนาคตมากกว่าอสังหาริมทรัพย์อื่นๆ   การทราบถึงทุกตัวเลือกที่มีจะช่วยให้นักลงทุนสามารถกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดีที่สุดของอสังหาริมทรัพย์แต่ละแห่งได้” นางสาวเพ็ญธิดากล่าว

Related posts

Leave a Comment