ยลโฉม ‘ไลโอ เพรสทีจ’

 ‘ไลโอ เพรสทีจ’ (Lio Prestige) บรรทัดฐานแห่งการอยู่อาศัยอย่างแท้จริง ภายใต้วิสัยทัศน์ Next Living Experience

นายชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ (LALIN) เปิดเผยว่า  ได้พัฒนาโครงการทาวน์โฮมอีกระดับสู่แบรนด์ ‘ไลโอ เพรสทีจ’ (Lio Prestige) ซึ่งปรับโฉมทาวน์โฮมทั้งด้านฟังก์ชันและดีไซน์ ที่นำแนวคิดการออกแบบในสไตล์ French Colonial สะท้อนเสน่ห์แห่งสถาปัตยกรรมฝรั่งเศสมาถ่ายทอดเป็นที่อยู่อาศัยให้ลงตัวสำหรับผู้บริโภค เพื่อมอบประสบการณ์ที่ไม่ซ้ำใครให้แก่กลุ่มเป้าหมายได้สัมผัส ทั้งยังตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้ายุคปัจจุบัน โดยจะคัดสรรทำเลที่ตั้งโครงการให้ใกล้เมืองมากยิ่งขึ้น เพื่อขยายฐานลูกค้ากลุ่ม real demand ของบริษัทฯ ให้กว้างขึ้น

ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ พัฒนาโครงการ ‘ไลโอ เพรสทีจ’ รัตนาธิเบศร์ – เวสต์เกต ขึ้นเป็นโครงการแรกภายใต้แบรนด์ใหม่ในครั้งนี้ โดย’ไลโอ เพรสทีจ’ เป็นพรีเมียมทาวน์โฮม 2 ชั้น ขนาด 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ และ 2 ที่จอดรถในร่ม ออกแบบในคอนเซ็ปต์ French Colonial ผสานนวัตกรรมและฟังก์ชันด้วยแนวคิด iL-Lalin Innovation for Living เพื่อพัฒนามาตรฐานแห่งการอยู่อาศัยรูปแบบใหม่ มอบประสบการณ์ที่คุ้มค่าและลงตัว โดดเด่นด้วยทำเลที่ใกล้เมืองและครบครันด้านระบบสาธารณูปโภค ทั้งคลับเฮ้าส์หรูที่มาพร้อมฟิตเนสและอุปกรณ์ออกกำลังกายที่ครบครัน พื้นที่สวนส่วนกลางขนาดใหญ่ออกแบบในสไตล์ Provence ถนนเมนในโครงการที่กว้างถึง 16 เมตร ระบบไฟแสงสว่างส่วนกลางแบบ LED ด้วยระบบโซล่าร์เซลและระบบหมุนเวียนน้ำดูแลสวนส่วนกลาง กล้องวงจรปิดรอบบริเวณโครงการพร้อมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง เข้าออกโครงการด้วยระบบ keycard access

ทั้งยัง สะดวกสบายในเรื่องการเดินทาง ใกล้รถไฟฟ้าสายสีม่วง ทางพิเศษสายศรีรัช-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ที่จะเชื่อมต่อให้คุณได้เดินทางเข้าสู่ใจกลางเมืองอย่าง จตุจักร-พระราม9 ได้อย่างสะดวกสบาย อีกทั้งยังมีห้างสรรพสินค้าชื่อดังอย่าง เซ็นทรัลพลาซาเวสต์เกต ไว้รองรับการจับจ่ายใช้สอยอีกด้วย ซึ่งเชื่อว่าทำเลแห่งนี้จะได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้บริโภค ในอนาคตบริษัทฯ วางแผนจะขยายโครงการทาวน์โฮมภายใต้แบรนด์ ’ไลโอ เพรสทีจ’ (Lio Prestige) โดยได้มีการคัดสรรทำเลคุณภาพไว้รองรับแล้ว

ทั้งนี้ ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ คาดว่า ตลาดผู้บริโภคกลุ่ม real demand จะเริ่มฟื้นตัวเนื่องจากการผ่อนคลายมาตรการต่างๆ ของภาครัฐ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการขับเคลื่อนด้านเศรษฐกิจ เมื่อกำลังซื้อเริ่มค่อยๆกลับสู่ภาวะปกติ ก็ทำให้ภาคธุรกิจเริ่มดำเนินกิจกรรมทางการตลาดเพิ่มขึ้น ซึ่งเริ่มเห็นได้ชัดเจนตั้งแต่ต้นไตรมาส 4 ของปี 2564 และจะต่อเนื่องไปจนถึงปี 2565 “ในไตรมาส 4 ของปีนี้ บริษัทฯ ได้เปิดตัวบ้าน 2 โครงการใหม่ทั้งในเขตกทม.และปริมณฑล ซึ่งเป็นไปตามเป้าที่กำหนดไว้ของแผนปี 2564  ซึ่งได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค ประกอบกับช่วงไตรมาสสุดท้ายของทุกปีถือเป็นช่วงไฮซีซันที่ผู้บริโภคนิยมซื้อบ้าน ซึ่งมั่นใจว่าจะยิ่งส่งผลบวกต่อภาพรวมธุรกิจอสังหาฯ อย่างแน่นอน

โดยปัจจัยที่ทำให้ผู้บริโภคอุ่นใจที่จะออกมาใช้ชีวิตปกติอย่างระมัดระวังท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 คือการกระจายวัคซีนที่ครอบคลุมมากขึ้น ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นของลูกค้าปรับตัวสูงขึ้นในทุกกลุ่มธุรกิจ ดังนั้น ผู้ที่กำลังมองหาบ้านจึงควรใช้ช่วงเวลานี้เลือกซื้อเพราะเป็นช่วงที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ค่อนข้างต่ำ ที่สำคัญล่าสุดธนาคารแห่งประเทศไทยได้ผ่อนคลายมาตรการ LTV ให้ผู้ซื้อบ้านสามารถกู้ได้เต็ม 100% ของมูลค่าหลักประกันจนถึงสิ้นปี 2565 ประกอบกับผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาฯ ต่างมีการเสนอกิจกรรมทางการตลาดและโปรโมชันที่เชื่อว่าคุ้มค่าสูงสุดในรอบหลายปี

Related posts

Leave a Comment