- ตลาดหุ้นทั่วโลกฟื้นตัวจากสัปดาห์ก่อนหน้า เนื่องจากนักลงทุนคลายกังวลเกี่ยวกับปัญหาความวุ่นวายในภาคธนาคาร ในขณะที่ Fed ประกาศขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ตามคาด พร้อมทั้งระบุว่า Fed ยังคงมุ่งมั่นที่จะทำให้อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพ
- ตลาดไม่พอใจที่ตราสาร AT1 ของ Credit Suisse จะกลายเป็น 0 ในขณะที่ส่วนของผู้ถือหุ้นจะอยู่ที่ 3.2 พันล้านเหรียญ (ไม่ได้เป็นไปตามลำดับการชำระหนี้คืน)
- ด้านทางการยุโรปและอังกฤษย้ำว่ายังคงชำระหนี้คืนตามลำดับสิทธิ์การชำระหนี้คืน ช่วยให้ตลาดคลายความกังวลได้
- ราคาหุ้นธนาคารดอยซ์แบงก์ดิ่งลงหลัง Credit Default Swap (CDS) ซึ่งเป็นอนุพันธ์ป้องกันความเสี่ยงของธนาคารปรับตัวขึ้น แต่ธนาคารมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง และมีสภาพคล่องดี ต่างจาก Credit Suisse ที่มีการขาดทุน และมีปัญหาภายในธนาคาร
- ที่ประชุมธนาคารกลางหลายแห่งทั่วโลก ทั้ง Fed ธนาคารกลางอังกฤษ รวมไปถึงธนาคารกลางของสวิตฯ ทุกธนาคารมีการปรับขึ้นดอกเบี้ย ท่ามกลางความกังวลในภาคธนาคารที่ยังคงมีอยู่
สถานการณ์ตลาด
- ตลาดฟื้นตัวจากสัปดาห์ก่อน หลังจากทางการของสหรัฐ และยุโรป ประกาศว่าจะเข้าช่วยเหลือหากเกิดวิกฤตภาคธนาคาร แต่ระหว่างสัปดาห์ตลาดยังมีความผันผวน โดย US Bond Yield ปรับตัวลดลง จากความกังวลภาคธนาคารที่ยังมีอยู่ และท่าทีของ Fed ที่ผ่อนคลายลง
- US Bond Yield ทั้งแบบอายุ 2 ปีและอายุ 10 ปี ปรับตัวลงนับตั้งแต่เหตุการณ์ธนาคาร SVB โดยแบบอายุ 2 ปีปรับตัวลดลงมาแล้ว 130 Basis Points (bps) และแบบอายุ 10 ปี ปรับตัวลดลงมาแล้ว 62 bps
- ตลาดยังคงให้ความสนใจในเรื่องความกังวลในภาคธนาคาร ได้แก่
- ฝั่งยุโรป
- ช่วงต้นสัปดาห์ที่แล้วตลาดคลายความกังวลเกี่ยวกับ Credit Suisse หลังจากที่ทางการของสวิตฯ เองเข้ามาจัดการทันที โดยให้ UBS เข้าซื้อกิจการ Credit Suisse ในจำนวนเงิน 3.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจาก Credit Suisse มีขนาดสินทรัพย์ที่ใหญ่ เป็นธนาคารที่มีความสำคัญในเชิงระบบ และมีผลกระทบกับระบบการเงินทั่วโลกมากกว่า ต่างจาก SVB ที่จะกระทบเพียงในธุรกิจ Startup ในสหรัฐเป็นหลัก
- แต่สิ่งที่ตลาดไม่พอใจ คือ ตราสาร AT1 จะมีค่ากลายเป็น 0 ในขณะที่มูลค่าส่วนของผู้ถือหุ้นจะอยู่ที่ 3.2 พันล้านเหรียญ (ไม่ได้เป็นไปตามลำดับการชำระหนี้คืน) เนื่องจากในเอกสารการขาย AT1 มีระบุว่า AT1 ของ Credit Suisse นี้จะกลายเป็น 0 ได้ในกรณีที่หน่วยงานภาครัฐเข้ามาควบคุมกิจการ หรือธนาคารมีแนวโน้มไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้
- อย่างไรก็ดี ทางการยุโรปและอังกฤษ พยายามออกมาสร้างความเชื่อมั่นกับนักลงทุนว่าทางยุโรปและอังกฤษ จะไม่ทำอย่างที่สวิตฯ ทำ และยังย้ำลำดับสิทธิ์การชำระหนี้คืน ว่าตราสาร AT1 จะได้ต้องได้รับการชำระหนี้คืนก่อนผู้ถือหุ้น ช่วยให้ตลาดคลายความกังวลได้
- เมื่อวันที่ 24 มี.ค. ราคาหุ้นธนาคารดอยซ์แบงก์ดิ่งลง หลัง Credit Default Swap (CDS) ของดอยช์แบงก์ปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่อย่างไรก็ตามถ้าดูที่ปัจจัยพื้นฐานของดอยซ์แบงก์ จะพบว่ามีความแข็งแกร่ง และยังมีสภาพคล่องดี โดยธนาคารดอยซ์แบงก์ ได้มีการรายงานผลกำไรสุทธิถึง 10 ไตรมาสติดต่อกัน และในปี 2022 มีกำไรสุทธิ 5.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นถึง 159% เมื่อเทียบกับปี 2021 ในขณะที่สัดส่วนเงินทุน Common Equity Tier 1 (CET1) อยู่ที่ 13.4 % สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่ 11% ด้านสภาพคล่องก็ยังดีอยู่ โดย Liquidity Coverage Ratio 142% เกิน 100% อีก ประเด็นนี้จึงเป็นคนละแบบกับทาง Credit Suisse ที่มีการขาดทุนมาระยะหนึ่งแล้ว และมีปัญหาภายในธนาคาร
- ในวันที่ 24 มี.ค. ทางธนาคารดอยซ์แบงก์มีการเรียกคืนหุ้นกู้ Tier 2 ที่ 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนถึงสภาพคล่องที่ธนาคารยังมีอยู่ ประกอบกับธนาคารกลางยุโรป (ECB) ออกมาย้ำว่า EU Bank Sector ยังมีความมั่นคง และแข็งแกร่ง ทั้งในแง่ฐานทุน และสภาพคล่อง ขณะเดียวกัน ECB พร้อมช่วยเพิ่มสภาพคล่องหากมีความจำเป็น
- ฝั่งสหรัฐ
- ยังคงมีความกังวลในภาคธนาคาร โดยเมื่อวันที่ 23 มี.ค. ทางคุณเจเน็ต เยลเลนออกมาแจ้งว่าทางการพร้อมจะเข้ามาช่วยเหลือภาคธนาคารถ้ามีความจำเป็น เพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับภาคธนาคารของสหรัฐ
- ฝั่งยุโรป
- การประชุมธนาคารกลางหลายแห่งทั่วโลก ทั้งการประชุม Fed ธนาคารกลางอังกฤษ รวมไปถึง ธนาคารกลางของสวิตฯ ทุกธนาคารมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยทั้งหมด ท่ามกลางความกังวลในภาคธนาคารที่ยังมีอยู่ ได้แก่
- Fed ขึ้นดอกเบี้ย 25 bps มาอยู่ที่ 4.75 – 5.00% เป็นไปตามที่ตลาดคาดไว้ ในส่วน Dot Plot มองว่า Terminal Rate ปีนี้อยู่ที่ 5.1% เหมือนที่คาดการณ์ไว้ในเดือน ธ.ค. 2022 บ่งชี้ว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง และยังไม่ลดดอกเบี้ยในปีนี้ ในส่วนของ QT ยังคงไว้ที่ 95 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน โดยงบดุลของสหรัฐที่เพิ่มขึ้นในช่วงนี้ มาจากการช่วยเหลือเรื่องสภาพคล่องของ Fed หลังจากเกิดวิกฤตภาคธนาคาร
- Fed ปรับลดตัวเลข GDP คาดการณ์ปีนี้ลงเหลือ 0.4% จาก 0.5% ก่อนหน้า และในปีหน้าอยู่ที่ 1.2% จาก 1.6% ในขณะที่การคาดการณ์เงินเฟ้อพื้นฐานปรับตัวเพิ่มขึ้นในปีนี้จาก 3.5% เป็น 3.6% ในปีหน้า จาก 2.5% มาเป็น 2.6% โดยนายพาวเวล ยังคงยืนยันว่าภาคธนาคารสหรัฐยังคงแข็งแกร่ง และการดำเนินนโยบายการเงินต่อจากนี้ ยังเป็นแบบขึ้นอยู่กับข้อมูลที่เกิดขึ้น (Data Dependent) โดยประเด็นของภาคธนาคาร อาจทำให้การปรับขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ผ่อนคลายขึ้นได้
- ผลการประชุมของธนาคารกลางอังกฤษก็ขึ้นดอกเบี้ย 25 bps มาอยู่ที่ 4.25% ตามที่ตลาดคาดไว้ หลังจากที่เงินเฟ้อของอังกฤษยังอยู่ในระดับสูง โดยเงินเฟ้อของอังกฤษในเดือน ก.พ. อยู่ที่ 10.4% มากกว่าเดือนก่อนหน้าที่ 10.1% และมากกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 9.9%
- ผลการประชุมของธนาคารกลางสวิตฯ ขึ้นดอกเบี้ย 50 bps มาอยู่ที่ 1.50% ตามที่ตลาดคาดไว้ โดยเงินเฟ้อของสวิตฯ ในเดือน ก.พ. อยู่ที่ 3.4% สูงกว่าเงินเฟ้อเป้าหมายที่ 0-2% และดอกเบี้ยของสวิตฯ ยังปรับตัวเพิ่มขึ้นแม้ว่าจะเกิดความกังวลภาคธนาคาร
มุมมองการลงทุนของบลจ.กรุงศรี
- ประเด็นการปรับค่าตราสาร AT1 จะไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อกองทุนของบลจ.กรุงศรี เนื่องจากกองทุนมีสัดส่วนการลงทุนใน AT1 ของ Credit Suisse เพียงเล็กน้อย ในขณะเดียวกันในช่วงที่ผ่านมา US Bond Yield ปรับตัวลดลงมามาก ส่วนนี้จะมาช่วยชดเชยผลกระทบเชิงลบจากเรื่อง AT1 ได้ และช่วยสร้างผลตอบแทนให้กับกองทุนด้วย โดยในส่วนภาพรวมของตราสาร AT1 ทางบลจ. มองว่า การออกตราสาร AT1 ต่อจากนี้จะทำได้ยากขึ้น จะต้องเสนอผลตอบแทนที่น่าสนใจมากขึ้นให้กับนักลงทุนเพื่อชดเชยความเสี่ยงที่มากขึ้น
- ช่วงนี้ตลาดมีความเปราะบาง แต่ทางผู้จัดการกองทุนเชื่อว่าจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กับทางธนาคาร SVB และ Credit Suisse เป็นความเสี่ยงเฉพาะตัว ไม่ใช่ความเสี่ยงเชิงระบบ (Systematic Risk) ผู้จัดการกองทุนจะติดตามสถานการณ์ต่อจากนี้ และเชื่อว่าทางการจะเข้ามาช่วยทันทีหากมีความจำเป็น
