รับคลื่น 4 ความท้าทายโลก ธนาคารกรุงเทพ ชี้ปัจจัยเสี่ยงและข้อกีดกันด้านการค้า หนุนเอสเอ็มอีไทย เร่งปรับตัวรับมือ 4 ความท้าทายยุคดิจิทัล การตลาด-เทคโนโลยี-แบรนด์-เงินทุน พร้อมผนึกกำลังพันธมิตรชั้นนำทั้งภาครัฐและเอกชน เสริมความรู้ผู้ประกอบการ SME ไทย ดันขายสินค้าในตลาดโลก ผ่านทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์
ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ร่วมมือกับ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และ แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ Alibaba.com ร่วมจัดสัมมนา “โอกาสใหม่ สู่ตลาดโลก ผ่าน Cross Border E-commerce” เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการก้าวไปสู่โอกาสใหม่ๆ ในตลาดโลกที่กำลังเปิดต้อนรับการทำธุรกิจข้ามพรมแดนมากขึ้นเรื่อย ๆ ผ่านรูปแบบ E-Commerce

โดยนายรชฏ เสกตระกูล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้อำนวยการลูกค้าธุรกิจรายปลีก นครหลวง ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธุรกิจยังต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายหลักถึง 4 เรื่อง ตั้งแต่การตลาดสมัยใหม่ที่เป็น Digital Commerce ทักษะด้านเทคโนโลยีของแรงงาน การสร้างแบรนด์อย่างเข้มแข็ง และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่จะมาช่วยสนับสนุนให้เกิดการลงทุนเพื่อยกระดับศักยภาพธุรกิจ พร้อมชี้ถึงข้อกีดกันทางการค้า โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อมที่ทั่วโลกให้ความสำคัญและจะเริ่มเห็นกฎเกณฑ์จากประเทศต่างๆ ชัดเจนมากขึ้นในปี 2568 เป็นความเสี่ยงที่ผู้ประกอบการจะต้องพร้อมรับมือ ที่ผ่านมาธนาคารได้ออกโครงการช่วยเหลือลูกค้า SME ด้วยการให้สินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษภายใต้โครงการ “สินเชื่อบัวหลวงเพื่อการปรับตัวธุรกิจ วงเงินโครงการ 20,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยพิเศษคงที่ 5% ต่อปี ระยะเวลาสินเชื่อ 5 ปี โดยพิจารณาให้วงเงินสินเชื่อสูงสุด 10 ล้านบาทต่อราย เพื่อสนับสนุนให้ภาคธุรกิจปรับตัวเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้สามารถเติบโตอย่างยั่งยืน
นางสาวเรขา ศรีสมบูรณ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์สถานการณ์ และเตือนภัยทางเศรษฐกิจ ส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า ปัจจุบันไทยมีผู้ประกอบการ SME อยู่ราว 3.2 ล้านราย โดยอยู่ในกลุ่มภาคการค้ามากที่สุด 1.34 ล้านราย รองลงมาคือภาคบริการ 1.30 ล้านราย และ ภาคการผลิต 5.15 แสนราย ซึ่งจากทั้งหมดนี้มีกลุ่มธุรกิจเพียง 22,429 ราย (ปี 2566) ที่ส่งออกสินค้าไปขายในต่างประเทศ ซึ่งอยู่ในกลุ่มของอุปกรณ์ไฟฟ้าและส่วนประกอบ, อัญมณีและเครื่องประดับ, น้ำตาลและผลไม้เป็นหลัก โดยตลาดส่งออกสำคัญของกลุ่ม SME ยังคงเป็นตลาดอาเซียน ขณะที่ตลาดสหรัฐฯและจีนพบว่าขยายตัวเพิ่มขึ้นมาก โดยไทยได้อานิสงส์ในการส่งออกหลังทั้งสองประเทศกีดกันทางการค้าระหว่างกัน แม้กลุ่ม SME จะมีจำนวนมากที่สุดในประเทศ

แต่เมื่อดูสัดส่วนของผู้ประกอบการที่ส่งออกสินค้าไปขายต่างประเทศกลับมีเพียงร้อยละ 0.7 ของจำนวนผู้ประกอบการ SME ทั้งหมด ที่เป็นเช่นนี้เพราะมีผู้ประกอบการอีกมากที่ขาดการเข้าถึงข้อมูล แหล่งเงินทุนเพื่อพัฒนาธุรกิจของตัวเองไปสู่การส่งออกได้ ขณะที่กลุ่มผู้ประกอบการที่ส่งออกสินค้าอยู่แล้วก็ยังขาดการอัพเดทเทรนด์การค้า แรงงานที่มีทักษะด้านเทคโนโลยีในการใช้แพลตฟอร์มการผลิตและการค้าต่างๆ รวมทั้งการปรับเปลี่ยนกฎข้อบังคับการส่งออกสินค้าและแหล่งเงินทุนในการปรับปรุงธุรกิจ”
ทั้งนี้ ในปี 2566 มูลค่าการส่งออกของกลุ่ม SME ขยายตัวได้ 26.3% และตลอดช่วง 5 ปี (2562-2566) มูลค่าการส่งออกของกลุ่มเอสเอ็มอีไทย ยังขยายตัวเพิ่มขึ้นได้ 5.2% ซึ่งจากการร่วมมือสนับสนุนทั้งจากภาครัฐ เอกชน และสถาบันการเงิน เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการพัฒนาศักยภาพธุรกิจในภาวะการแข่งขันที่ท้าทายได้อย่างแข็งแรง เชื่อว่าในปี 2567 นี้ มูลค่าการส่งออกของกลุ่มผู้ประกอบการ SME จะขยายเพิ่มขึ้นได้อีกร้อยละ 8-10
Views: 131