กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ผนึกกำลังพันธมิตร ลุยจัด 7 กิจกรรมใหญ่ เสริมแกร่ง ‘ธุรกิจร้านอาหาร’ รองรับโอกาสที่ยังเติบโตดีต่อเนื่อง รายได้ปี ‘66 ยอดทะลุ 3 แสนล้านบาท กำไรแตะ 1 หมื่นล้านบาท
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จับมือผู้เชี่ยวชาญธุรกิจร้านอาหารลุยจัด 7 กิจกรรมใหญ่เสริมแกร่งผู้ประกอบการร้านอาหารของไทย รองรับโอกาสธุรกิจร้านอาหารที่ยังไปต่อได้ดี โดยในปี 2566 ทำรายได้รวมทะลุ 3 แสนล้านบาท กำไรรวมแตะ 1 หมื่นล้านบาท โดยเฉพาะใน 5 จังหวัดท่องเที่ยวและหัวเมืองใหญ่ : กรุงเทพ ชลบุรี ภูเก็ต เชียงใหญ่ สุราษฎร์ธานี ยอดจัดตั้งธุรกิจร้านอาหารสูงสุด ขณะเดียวกัน เดินหน้าทำงานกับพันธมิตรด้านบังคับใช้กฎหมายเพื่อกำกับดูแลให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการร้านอาหารของไทยจากการทำธุรกิจโดยผิดกฎหมายของต่างชาติ

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2567 ไทยมีนิติบุคคลดำเนินธุรกิจร้านอาหารอยู่ 23,414 ราย ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดเล็ก 97.46%(22,819 ราย) โดยมีการจัดตั้งในรูปแบบบริษัทจำกัดมากที่สุด 88.56% (20,735 ราย) ที่เหลือ คือ ห้างหุ้นส่วนสามัญ/ห้างหุ้นส่วนจำกัด 11.40% (2,670 ราย) และบริษัทมหาชนจำกัด 0.04% (9 ราย) ซึ่งจังหวัดที่มีธุรกิจร้านอาหารติด 5 อันดับแรกอยู่ในพื้นที่หัวเมืองใหญ่และเมืองท่องเที่ยวหลัก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร 9,264 ราย (39.57%) ชลบุรี 2,603 ราย (11.12%) ภูเก็ต 1,908 ราย (8.15%) สุราษฎร์ธานี 1,377 ราย (5.88%) และเชียงใหม่ 1,376 ราย (5.87%) ตามลำดับ
โดยในช่วง 7 เดือน (มกราคม – กรกฎาคม 2567) มีการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจร้านอาหารใหม่ 2,472 ราย ส่วนใหญ่อยู่ในจังหวัดท่องเที่ยวและหัวเมืองใหญ่ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร 926 ราย (37.46%) ชลบุรี 258 ราย (10.44%) ภูเก็ต 192 ราย (7.77%) เชียงใหม่ 165 ราย (6.67%) และสุราษฎร์ธานี 122 ราย (4.94%) เป็นธุรกิจขนาดเล็ก 2,469 ราย (99.88%) ธุรกิจขนาดกลาง 2 ราย (0.08%) และ ธุรกิจขนาดใหญ่ 1 ราย (0.04%)
ขณะที่รายได้รวมและผลประกอบการของธุรกิจ ปี 2565 รายได้รวม 243,781.02 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 64,547.89 ล้านบาท หรือ 36%) ผลประกอบการ กำไร 3,421.00 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 13,015.61 ล้านบาท หรือ 135.67%) ปี 2566 รายได้รวม 305,162.62 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 61,381.60 ล้านบาท หรือ 25.2%) ผลประกอบการ กำไร 9,781.46 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 6,360.46 ล้านบาท หรือ 185.93%) แสดงให้เห็นว่าธุรกิจร้านอาหารไทยยังคงเติบโตได้ดี และมีการจัดตั้งธุรกิจร้านอาหารใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ธุรกิจร้านอาหารกลับมาคึกคักหลังจากโควิด-19 รองรับนักท่องเที่ยวและการเปิดประเทศ โดยมีการปรับตัวรับกระแสการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด เช่น มีการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายผ่านระบบเดลิเวอรี การสั่งอาหารล่วงหน้าแล้วมารับที่ร้าน หรือ บริการจองคิวผ่านแอปพลิเคชัน เพื่อลดการรอคิวและความหนาแน่นของผู้ใช้บริการ
นางอรมน กล่าวต่อว่า เพื่อเสริมแกร่งให้ผู้ประกอบการร้านอาหารของไทยสามารถปรับตัว แสวงหาโอกาสที่เกิดขึ้น และรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยให้ร้านอาหารเข้าถึงและเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคมากขึ้น กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจับมือผู้เชี่ยวชาญธุรกิจร้านอาหารร่วมกันสร้างสรรค์ 7 กิจกรรมใหญ่เพื่อเสริมแกร่งผู้ประกอบการไทย โดยเน้นส่งเสริมให้มีระบบการบริหารจัดการร้านอาหารได้มาตรฐาน สามารถปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลง พร้อมสร้างโอกาสทางการตลาด ส่งเสริมร้านอาหารไทยที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ซึ่งถือว่าผ่านการคัดสรรและรับรองโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิว่าได้มาตรฐานอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดัน Soft Power ด้านอาหารไทย ซึ่งเป็นต้นทุนทางภูมิปัญญาและวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง ให้เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนตลาดการท่องเที่ยว นำเสนอเอกลักษณ์วัฒนธรรมที่ดีของประเทศ สร้างกระแสนิยมอาหารไทย เพื่อสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน ผ่าน 7 กิจกรรม ดังนี้
- ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพด้านการบริหารจัดการธุรกิจร้านอาหารอย่างมืออาชีพ ให้กับผู้ประกอบการร้านอาหารทั่วไปทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค ผ่านหลักสูตร Smart Restaurant Plus เพื่อให้ร้านอาหารมีองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการธุรกิจอย่างครบวงจร ทั้งการบริหารต้นทุน การเงิน ทรัพยากรบุคคล ด้านนวัตกรรม และการตลาด ให้สามารถนำความรู้และเทคโนโลยีที่ได้รับมาปรับใช้ในการบริหารจัดการธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งได้ดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2564 จัดไปแล้ว 7 รุ่น ปัจจุบันมีร้านอาหารผ่านการพัฒนาจากกรมแล้วกว่า 3,000 ราย
- ยกระดับมาตรฐานร้านอาหารไทยผ่านตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ซึ่งเป็นเครื่องหมายการันตีคุณภาพมาตรฐาน รสชาติอาหารไทยแท้ วัตถุดิบคุณภาพ บรรยากาศ และการบริการที่ดี ผ่านการพิจารณาของผู้เชี่ยวชาญในการลงพื้นที่ตรวจประเมินและให้คำปรึกษาแนะนำ โดยปัจจุบันมีร้านอาหารที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT 370 ร้าน และมีเป้าหมาย 500 ร้าน ครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศ ภายในปี 2567
- กระตุ้นยอดขายเพิ่มรายได้ร้านอาหาร ผ่านแคมเปญ “เที่ยว ฟิน กิน Thai SELECT” โดยร่วมกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยพลังเศรษฐกิจสร้างสรรค์ Soft Power อาหารไทย และขยายโอกาสแก่ร้านอาหาร Thai SELECT ได้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภค กระตุ้นการจำหน่าย ผ่านการมอบโปรโมชันส่วนลด สิทธิประโยชน์ต่างๆ
- ส่งเสริมช่องทางการตลาด ผ่านการจำหน่ายอาหารในงานเทศกาลอาหารต่างๆ และแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีชั้นนำ ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร โดยนำร้านอาหาร Thai SELECT มาจัดแสดง (Showcase) ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ เพื่อแสดงศักยภาพของอาหารไทย สร้างตัวตนให้ร้านอาหารกลายเป็นที่รู้จัก และส่งต่อร้านอาหาร Thai SELECT ให้เข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง
- เสริมสร้างการรับรู้ให้แก่ร้านอาหารไทยและตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ทั้งในรูปแบบออฟไลน์และออนไลน์ผ่านผู้ทรงอิทธิพลบน Social Media (Influencer) รายการอาหาร และผู้มีชื่อเสียงที่มาช่วยรีวิวร้านอาหาร กระตุ้นการท่องเที่ยวเชื่อมโยงกับอาหารไทย และการจัดประกวดคลิปวิดีโอสั้น ภายใต้สโลแกน “อาหารไทย ต้อง Thai SELECT” เพื่อให้ร้านอาหารเป็นที่รู้จัก รวมถึงกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติได้มาสัมผัสและลิ้มลองอาหารไทย
- การเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวกับร้านอาหาร โดยจับมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวเมืองหลักเมืองรองกับร้านอาหาร Thai SELECT ในพื้นที่ โดยได้นำร่องแล้ว 10 เส้นทาง อาทิ จ.นครราชสีมา เชียงใหม่ ภูเก็ต เป็นต้น และมีเป้าหมายเพิ่มขึ้นให้ครบทุกภูมิภาคต่อไป
- สร้างเครือข่ายผู้ประกอบการร้านอาหาร ผ่านกิจกรรมเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจของผู้ประกอบการร้านอาหาร ผู้ผลิตอุปกรณ์ ผู้จำหน่วยวัตถุดิบ ผู้ให้บริการเครื่องมือและระบบบริหารจัดการร้านอาหาร และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การเพิ่มคู่ค้า และต่อยอดธุรกิจ
นอกจากนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ยังได้ส่งเสริมผู้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ประเภทอาหารและเครื่องดื่มให้มีระบบการบริหารจัดการธุรกิจที่ได้มาตรฐาน ช่วยสร้างงาน สร้างอาชีพ เพิ่มรายได้แก่ผู้ว่างงานและผู้ที่ต้องการเป็นเจ้าของธุรกิจ โดยได้ดำเนินการจัด 2 กิจกรรมเพื่อเสริมแกร่งให้ผู้ประกอบการแฟรนไชส์ ทั้ง แฟรนไชส์ซอร์ และ แฟรนไชส์ซี ได้แก่
* การบริหารจัดการธุรกิจแฟรนไชส์ (B2B Franchise) เป็นการให้ความรู้และฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการด้าน 1) การบริหารจัดการธุรกิจแฟรนไชส์ 2) การวางแผนกลยุทธ์ธุรกิจในระบบแฟรนไชส์ 3) กลยุทธ์ทางการตลาดธุรกิจแฟรนไชส์ และ 4) การสร้างคู่มือ แผนธุรกิจ และสัญญาในระบบแฟรนไชส์ เป็นต้น โดยปัจจุบันมีผู้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ประเภทอาหารผ่านการอบรม 531 ราย และเครื่องดื่ม 173 ราย
* การพัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์สู่เกณฑ์มาตรฐานคุณภาพ (Franchise Standard) โดยการประเมินวิเคราะห์ธุรกิจและให้คำปรึกษาแนะนำเชิงลึก ณ สถานประกอบการ ในลักษณะ On the job Training พัฒนาธุรกิจเข้าสู่เกณฑ์มาตรฐานคุณภาพที่กรมจัดทำขึ้นตามระบบ Thailand Quality Award (TQA) และตามแนวทางมาตรฐานคุณภาพแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (Malcolm Baldrige National Quality Award – MBNQA) ซึ่งเป็นที่ยอมรับและมีการนำไปใช้กว่า 70 ประเทศทั่วโลก โดยปัจจุบันมีธุรกิจแฟรนไชส์ประเภทอาหารที่ผ่านการพัฒนาตามเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพฯ แล้ว 248 ราย และเครื่องดื่ม 106 ราย
ทั้งนี้ ผู้สนใจข้อมูลกิจกรรมที่กรมจัดให้ผู้ประกอบการร้านอาหาร สามารถเข้าดูในเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า www.dbd.go.th หรือ สอบถามได้ที่ สายด่วน 1570
ขณะเดียวกัน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เดินหน้าทำงานกับหน่วยงานพันธมิตรด้านการบังคับใช้กฎหมายเพื่อกำกับดูแลให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการไทย จากการเข้ามาแข่งขันและจัดตั้งธุรกิจโดยผิดกฎหมายของต่างชาติ ซึ่งรวมถึง การตรวจสอบธุรกิจที่มีลักษณะนอมินี หรือให้คนไทยถือหุ้นแทนคนต่างด้าวเพื่อหลีกเลี่ยงการขออนุญาตประกอบธุรกิจตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ที่กำหนดให้คนต่างด้าวที่เข้ามาประกอบธุรกิจบริการตามบัญชีท้าย พ.ร.บ.ฯ และต้องการถือหุ้นเกินร้อยละ 50 ต้องเข้าสู่กระบวนการขออนุญาตโดยถูกต้อง มิฉะนั้นจะมีความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับตั้งแต่หนึ่งแสนถึงหนึ่งล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” นางอรมน กล่าว
