ฉายภาพรวมตลาดคอนโดฯQ2 /61

ข้อมูลฝ่ายวิจัยอสังหาริมทรัพย์ ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย ระบุว่า ภาพรวมตลาดคอนโดมิเนียมในกรุงเทพช่วงไตรมาส 2 ปี 2561 ยังไปได้ดีในแง่อุปสงค์และราคา ส่วนอุปทานใหม่ปรับตัวลดลงกว่าครึ่งเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ในช่วงครึ่งปีหลัง ณ ไตรมาส 2 ปี 2561 มียูนิตใหม่เข้าสู่ตลาดทั้งสิ้น 8,894 หน่วย ปรับตัวลงจากไตรมาสก่อนหน้า 47% อย่างไรก็ตาม สัญญาณด้านการเลือกพื้นที่ลงทุนของผู้ประกอบการในไตรมาสนี้ค่อนข้างชัดเจนว่าหันมาสนใจพื้นที่รอบ CBD และชานเมืองมากขึ้น สะท้อนจากจำนวนยูนิตเปิดใหม่ในสองพื้นที่ข้างต้น ที่เพิ่มขึ้นกว่า 6.5% และ 2.2% ตามลำดับเมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2561 ทำเลที่ได้รับความนิยมสูงสุดยังคงเป็นแนวรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายโดยเฉพาะสายสีเขียวอ่อน สายสีน้ำเงิน และสายสีเหลือง ไม่ว่าจะเป็นลาดพร้าว พหลโยธิน เพชรเกษม จรัญสนิทวงศ์ ล้วนเต็มไปด้วยโครงการใหม่ๆที่เปิดตัวพร้อมกันในไตรมาสนี้ ขณะเดียวกันเขต CBD พื้นที่สุขุมวิทยังครองแชมป์ความนิยมสูงสุดจากผู้ประกอบการในช่วงไตรมาส 2 ปี 2561 โดยมีโครงการระดับลักซูรี่เปิดใหม่จำนวน 2 โครงการในทำเลอโศกและเอกมัย รวม 363 ยูนิต ส่วนทำเลอื่นๆใน CBD ณ ไตรมาสนี้ยังไม่มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของโปรเจกต์ใหม่ๆแต่อย่างใด ด้านยอดขาย พบว่ายอดขายเฉลี่ยของยูนิตที่เปิดขายใหม่เหล่านี้อยู่ที่ประมาณ 60% โดยคอนโดขายดีส่วนใหญ่ในไตรมาสนี้อยู่ในโซนรอบ CBD และชานเมือง มียอดขายประมาณ 70% และ 50% ตามลำดับ ซึ่งทำเลที่ได้รับความนิยมสูงจากผู้ซื้อในไตรมาสนี้ได้แก่ สาทร–ท่าพระ พระราม 9-รัชดา และพหลโยธิน–วิภาวดี ขณะที่ภาพรวมด้านราคาเสนอขายต่อตารางเมตรของยูนิตเปิดใหม่ช่วงไตรมาส 1 ปี 2561 อยู่ที่ 147,800 บาท ปรับตัวขึ้นจากไตรมาสก่อนประมาณ 5% ด้วยแรงหนุนจากราคาคอนโดใหม่ในเขต CBD ซึ่งเสนอขายเฉลี่ยต่อตารางเมตรที่ 248,000 บาท เพิ่มขึ้น 16%…

Share this post
Read More

อีคอมเมอร์ส หนุน“โกดัง/ศูนย์กระจายสินค้า”โต

เจแอลแอล ฟันธงโกดัง/ศูนย์กระจายสินค้า อสังหาฯใหม่เพื่อการลงทุน เน้นกลุ่มซื้อเพื่อปล่อยเช่า เผยธุรกิจอีคอมเมอร์ส เติบโตขึ้นเกือบเท่าตัว หนุนความต้องการเช่าโกดัง/ศูนย์กระจายสินค้าพุ่ง การเติบโตอย่างรวดเร็วของธุรกิจอีคอมเมอร์ส ส่งผลให้อสังหาริมทรัพย์ในกลุ่มโลจิสติกส์ ได้แก่ โกดังและศูนย์กระจายสินค้า กลายเป็นตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ร้อนแรงมากขึ้นทั่วโลกรวมถึงอาเซียนและประเทศไทย โดยมีแนวโน้มว่า ความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากบริษัทบริการรับส่งสินค้าและบริษัทผู้จำหน่ายสินค้าออนไลน์ที่จำเป็นต้องใช้โกดังและศูนย์กระจายสินค้า จะกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในกลุ่มโลจิสติกส์มากขึ้น เพื่อรองรับอนาคต นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ว่า จะมีนักลงทุนสนใจซื้ออสังหาริมทรัพย์ในกลุ่มโลจิสติกส์เพื่อปล่อยเช่า ตามการรายงานจากบริษัทที่ปรึกษาและบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ JLL (เจแอลแอล) ในประเทศไทย ความต้องการอสังหาริมทรัพย์กลุ่มโลจิสติกส์มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นตามการเติบโตอย่างรวดเร็วของธุรกิจอีคอมเมอร์ส โดยในปีที่ผ่านมา มูลค่าการซื้อขายสินค้าออนไลน์ในไทยมีสัดส่วนคิดเป็น 1.9% ของมูลค่าการซื้อขายสินค้าที่เกิดขึ้นทั้งหมด ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว เมื่อเทียบกับปี 2558 ที่มีสัดส่วนเพียงไม่ถึง 1% นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์ด้วยว่า ภายในปี 2568 ปริมาณการซื้อขายสินค้าทางออนไลน์ในไทยจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 5.5% ของมูลค่าการซื้อขายสินค้าทั้งหมด คิดเป็นอัตราการขยายตัวเพิ่มเฉลี่ย 29% ต่อปี ข้อมูลที่เปิดเผยโดยดับบลิวเอชเอ บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์โลจิสติกส์รายใหญ่ที่สุดของไทย ระบุว่า นับตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา กลุ่มผู้ให้บริการ 3PL (Third Party Logistics) หรือบริษัทผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ในทุกกิจกรรม เช่น ดีเอชแอล และเคอรี่ โลจิสติคส์ซึ่งให้บริการอำนวยความสะดวกในการจัดส่งสินค้าที่มีการซื้อขายทางออนไลน์ไปถึงผู้ซื้อที่เป็นบุคคลทั่วไปหรือองค์กรบริษัท มีความต้องการใช้โกดังสินค้าเพิ่มขึ้นมากกว่า 50% ในขณะเดียวกัน พบว่า บริษัทผู้จำหน่ายสินค้าออนไลน์เอง อาทิ ลาซาด้า (Lazada) และ ช้อปปี้ (Shopee) เริ่มมีการเช่าโกดัง/ศูนย์จัดกระจายสินค้าในนิคมโลจิสติกส์ไว้เป็นของตัวเองด้วยเช่นกัน นายทรัพย์ยากร แสนสุขทวีทรัพย์ หัวหน้าฝ่ายบริการอสังหาริมทรัพย์เชิงอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ เจแอลแอล กล่าวว่า “นอกจากการเติบโตของธุรกิจอีคอมเมอร์ส นโยบายของภาครัฐฯ และการลงทุนต่างๆ เพื่อผลักดันการสร้างเขตส่งเสริมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จะทำให้อุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูงขยายตัวเร็วขึ้น จะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่หนุนให้ความต้องการใช้อสังหาริมทรัพย์กลุ่มโลจิสติกส์เติบโตในอนาคต โดยเชื่อว่า ทั้งผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และผู้ประกอบการด้านโลจิสติกส์ที่มีอยู่ในปัจจุบันจะได้รับประโยชน์ ขณะเดียวกัน เริ่มมีนักลงทุนแสดงความสนใจอสังหาริมทรัพย์ประเภทนี้มากขึ้น ดังจะเห็นตัวอย่างได้จากการเข้าซื้อหุ้นส่วนใหญ่ของไทคอน โดยเฟรเซอร์ส แอสเซ็ทส์…

Share this post
Read More

ปี 2563 อาคารสำนักงานทะลักสู่ตลาด 9 แห่ง

ไนท์แฟรงค์ ชาร์เตอร์ เผยค่าเช่าอาคารสำนักงานเกรด A เพิ่มขึ้นเป็น 1,045 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน คาดปี 2563- 2566 มีอาคารสำนักงานใหม่เพิ่มขึ้นอีก 9 แห่ง เข้าสู่ตลาด ส่งผลมีพื้นที่รวม 599,185 ตารางเมตร มร.มาร์คัส เบอร์เทนชอว์ กรรมการบริหารและหัวหน้าฝ่ายตัวแทนนายหน้า บริษัท ไนท์แฟรงค์ ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีบริษัทมากกว่า 140 แห่งมีสำนักงานใหญ่ระดับนานาชาติและระดับภูมิภาคในกรุงเทพฯ การจัดรูปแบบพื้นที่ภายในสำนักงานที่ไม่ได้ประสิทธิภาพจะกลายเป็นภาระด้านค่าใช้จ่ายที่มีราคาสูง ขณะที่ค่าเช่าพื้นที่สำนักงานไต่ระดับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ผู้เช่าควรศึกษาถึงความจำเป็นด้านการใช้พื้นที่ทำงานเพื่อให้แน่ใจว่ามีการใช้พื้นที่สำนักงานอย่างเป็นประโยชน์และเหมาะสม โดยอาจสังเกตได้อย่างง่ายๆ เช่น ดูจากการความถี่ของการใช้งานโต๊ะทำงานและห้องประชุม แต่อย่างไรก็ตาม ในยุคที่ค่าอาคารสำนักงานมีราคาสูงอาจเป็นโอกาสดีที่จะลองหาแนวคิดการทำธุรกิจใหม่ๆ เช่น การทำงานที่รวดเร็วนั้นอาจจะช่วยลดต้นทุนด้านพื้นที่โดยการใช้พื้นที่ทำงานที่เหมาะสมกับการทำงาน อัตราพื้นที่สำนักงานว่างในปัจจุบันที่อยู่ในระดับต่ำส่งผลให้เกิดการเติบโตด้านค่าเช่า ประกอบกับปริมาณอุปทานใหม่ที่มีจำกัดส่งผลให้เกิดตลาดที่มีความสมดุลเพิ่มมากขึ้นและเป็นประโยชน์ต่อเจ้าของทรัพย์สิน จากผลวิจัยไนท์แฟรงค์ประเทศไทย ระบุว่า ณ ไตรมาส 2 ปี 2561 การเติบโตด้านความต้องการของพื้นที่อาคารสำนักงานในกรุงเทพฯยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พื้นที่ครอบครองสุทธิเพิ่มขึ้นจาก 40,324 ตารางเมตร ไปที่ 4,603,875 ตารางเมตร ซึ่งแสดงอัตราการครอบครองโดยรวมที่ร้อยละ 91.6 สำหรับด้านทำเลที่ตั้ง พื้นที่ที่มีความต้องการสูงสุดอยู่บนถนนสุขุมวิท ช่วงระหว่างพร้อมพงษ์และชิดลม โดยมีปริมาณพื้นที่ครอบครองอยู่ที่ร้อยละ 97.2 โดยในไตรมาส 2 ปี 2561 มีปริมาณพื้นที่อาคารสำนักงานใหม่เพิ่มขึ้น 87,600 ตารางเมตร ทำให้มีปริมาณอุปทานรวมทั้งสิ้น 4,968,458 ตารางเมตร เนื่องจากมีอาคารใหม่ 2 แห่งสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว ในไตรมาสนี้ มีพื้นที่อาคารเกรด A เพิ่มขึ้นจาก 50,600 ตารางเมตร ไปเป็น 1,316,952 ตารางเมตร ขณะที่อาคารเกรด B และ C มีพื้นที่อาคารอยู่ที่…

Share this post
Read More

“ผังเมือง” แนวทางการจัดการปัญหาน้ำท่วม

“ผังเมือง” แนวทางการจัดการปัญหาน้ำท่วม ทางเลือก ทางรอด “เมืองริมน้ำ” : กรณีศึกษาเทศบาลนครสมุทรปราการ เมื่อต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในอนาคต สภาพอากาศที่แปรปรวนนับวันจะยิ่งส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตมากขึ้น ทำให้ทุกภาคส่วนจำเป็นต้องหาแนวทางเพื่อรับมือกับสถานการณ์ในอนาคต และเมื่อย่างเข้าสู่ฤดูฝน สิ่งที่มักตามมาของเมืองใหญ่ คือ ปัญหาน้ำท่วมขังที่รอการระบาย โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มต่ำและติดริมแม่น้ำ อย่างเทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้ได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมเป็นประจำ หากมีฝนตกในพื้นที่ก็จะยิ่งเพิ่มความรุนแรงขึ้น และในอนาคตมีแนวโน้มที่จะรุนแรงมากขึ้นอีกเมื่อต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ เป็นที่มาของการจัดทำการศึกษาวิจัยในโครงการแนวทางการวางผังเมืองเพื่อรับมือต่อความเสี่ยงต่อภาวะน้ำท่วมในอนาคตจากอิทธิพลของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ : กรณีศึกษาเทศบาลนครสมุทรปราการ เพื่อหาแนวทางการรับมือต่อความเสี่ยงจากภาวะน้ำท่วมในอนาคต โดยใช้นโยบายทางผังเมืองและแนวทางการบริหารจัดการน้ำท่วมอื่นๆ โดยการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) นางสาววนารัตน์ กรอิสรานุกูล อาจารย์ประจำภาควิชาเทคโนโลยีเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนายั่งยืน คณะวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะนักวิจัยและหัวหน้าโครงการ เปิดเผยว่า สมุทรปราการ เป็นเมืองที่มีชุมชนหนาแน่น มีการพัฒนาของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องและเป็นจังหวัดที่มีการเติบโตของจีพีพีในภาคอุตสาหกรรมเป็นอันดับต้นๆของประเทศ รองจากกรุงเทพฯ ชลบุรีและระยอง แต่ด้วยทำเลที่ตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำมีความเสี่ยงต่อปัญหาน้ำท่วมโดยเฉพาะจากริมแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามาจนถึงบริเวณถนนสุขุมวิทถือเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อภาวะน้ำท่วมมากที่สุด สาเหตุนอกจากเกิดจากปริมาณน้ำทะเลหนุนที่ถือว่ามีความเสี่ยงสูงถึงร้อยละ 60-70 แล้วยังพบว่ามีแผ่นดินทรุดตัวร่วมด้วย จึงทำให้มีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น ยังไม่รวมผลกระทบที่อาจเกิดจากความเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศในด้านอื่นๆ ดังนั้น งานวิจัยนี้จึงมุ่งเน้นในเรื่องการปรับตัวต่อความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่ก่อให้เกิดการสูญเสียจากภาวะน้ำท่วมในอีก 20-50 ปีข้างหน้าทั้งในเชิงเศรษฐกิจและสังคม จากผลการศึกษาวิจัย ชี้ให้เห็นว่า ในทางกายภาพพื้นที่ของเทศบาลนครสมุทรปราการ เป็นทั้งพื้นที่ลุ่มต่ำ ติดชายฝั่งทะเลมีระยะทางยาวถึง 47 กิโลเมตร อีกทั้งยังเป็นพื้นที่ติดแม่น้ำเจ้าพระยา และมีแนวคลองสาขา เป็นที่ตั้งของศูนย์ราชการ และเป็นเมืองที่มีชุมชนหนาแน่น ประกอบกับมีการทรุดตัวของแผ่นดินที่เพิ่มขึ้นทุกปี ทำให้ความเสี่ยงรุนแรงมากถึงมากที่สุด อีกทั้งพบว่าปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ดังกล่าวมีความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำทะเลสูงขึ้นมากกว่าปริมาณฝน และบริเวณที่มีความหนาแน่นของชุมชนมีแนวโน้มที่ได้รับความเสียหายจากผลกระทบของน้ำท่วมมากขึ้น ขณะที่เมืองมีการพัฒนาด้านเศรษฐกิจสูงมีการขยายตัวทั้งการก่อสร้างรถไฟฟ้าและอสังหาริมทรัพย์ “ในช่วงฤดูฝนมีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมคิดเป็นร้อยละ 10.91 ของพื้นที่ทั้งหมด ระยะเวลาเฉลี่ยที่น้ำท่วมขังประมาณ 1 วัน โดยช่วงที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมมากที่สุดคือในช่วงเดือนกันยายน– พฤศจิกายน สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากน้ำทะเลหนุนสูง และระดับความรุนแรงจะสูงขึ้นในช่วงน้ำหลาก โดยจะมีระดับน้ำท่วมสูงเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 5–45 ซม. และสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 1 เมตร นอกจากนี้ยังพบว่า พื้นที่ที่มีความเสี่ยงมากที่สุด คือบริเวณที่ลุ่มต่ำและมีความหนาแน่นของชุมชนสูง โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยจะได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมมากกว่าประชากรกลุ่มอื่นเนื่องจากคนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในบริเวณพื้นที่ตอนกลางของเขตเทศบาลฯ และบริเวณคลองบางปิ้ง จึงมีโอกาสได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในระดับสูงมากที่สุด” ทั้งนี้จากการประเมินพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมในเขตเทศบาลฯโดยพิจารณาจากปัจจัยทางกายภาพ เรื่องของการใช้ที่ดิน ระดับความสูงของพื้นที่…

Share this post
Read More

PwC เผยบริษัทไทยเกือบครึ่งตกเป็นเหยื่อการทุจริตและอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ

PwC ประเทศไทย เผยผลสำรวจพบ 48% ของบริษัทไทยได้รับผลกระทบจากการทุจริตและอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ระบุแม้เป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าจากการสำรวจเมื่อสองปีก่อน แต่ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่า บริษัทไทยเริ่มตระหนักและตรวจพบการทุจริตเพิ่มขึ้น ช่วยให้เห็นจุดบอดและหาทางป้องกันการทุจริตได้ตรงจุด ขณะที่การยักยอกสินทรัพย์ การประพฤติผิดทางธุรกิจ และอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ เป็น 3 ประเภทการทุจริตที่ตรวจพบมากที่สุด นายวรพงษ์ สุธานนท์ หุ้นส่วนสายงาน Forensic services บริษัท PwC ประเทศไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและการทุจริต Shining a light on fraud: Economic Crime Survey in Thailand ประจำปี 2561 ซึ่งบริษัทเป็นผู้จัดทำรายงานดังกล่าวขึ้นทุกๆ 2 ปี โดยในปีนี้ มีผู้ตอบแบบสอบถามจำนวนทั้งสิ้น 522 ราย โดยกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถาม มาจากองค์กรธุรกิจหลายประเภท ทั้งบริษัทจดทะเบียน บริษัทเอกชน และหน่วยงานภาครัฐในประเทศว่า เกือบครึ่งหนึ่ง หรือ 48% ของบริษัทในประเทศไทยตกเป็นเหยื่อการทุจริตและอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ สูงกว่าผลการสำรวจเมื่อปี 2559 ที่มีเพียงประมาณ 1 ใน 4 ของบริษัทในประเทศไทยเท่านั้นที่ยอมรับว่า มีการทุจริตเกิดขึ้นในองค์กร ซึ่งแม้จะเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด แต่ถือว่า เป็นสัญญาณบวกของประเทศมากกว่าที่จะมองว่าเป็นสัญญาณเตือนภัย “ตัวเลขที่สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในปีนี้ แม้ว่าจะน่าวิตก แต่เมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนประกอบกับประสบการณ์ทำงานของ PwC แล้ว สะท้อนให้เห็นว่า องค์กรในประเทศไทยเริ่มตระหนักถึงความเสี่ยงด้านการทุจริตและสามารถตรวจพบเหตุทุจริตได้เพิ่มขึ้น มากกว่าที่จะสื่อว่า จำนวนของเหตุทุจริตและอาชญากรรมทางเศรษฐกิจมีสูงขึ้น ซึ่งนี่ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี” ทั้งนี้ ผลการสำรวจในประเทศไทยในครั้งนี้ ไม่ได้มุ่งเน้นแค่การทุจริตที่ตรวจพบได้เท่านั้น แต่ยังช่วยให้บริษัทเห็นถึงจุดบอดที่มีการทุจริตซ่อนอยู่ และรู้ว่าควรปฏิบัติตัวอย่างไรเพื่อป้องกันการทุจริตในองค์กร นาย วรพงษ์ กล่าวว่า “การทุจริตและอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ส่งผลกระทบต่อทุกประเทศและทุกภาคอุตสาหกรรม ทั้งยังเกิดขึ้นได้ในหลากหลายรูปแบบ ด้วยวิธีการที่ซับซ้อน จึงทำให้ตรวจจับได้ยาก อย่างไรก็ตาม แม้ว่าองค์กรจะต้องต่อสู้กับสิ่งที่มองไม่เห็น…

Share this post
Read More