กรุงศรีคาดเงินบาทสัปดาห์นี้ซื้อขายในกรอบ 35.00-35.75 รอถ้อยแถลงประธานเฟด

กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) มีมุมมองต่อทิศทางค่าเงินบาท ในสัปดาห์นี้ว่า เงินบาทสัปดาห์นี้มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 35.00-35.75 บาท/ดอลลาร์ เทียบกับสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทปิดอ่อนค่าที่ 35.40 บาท/ดอลลาร์ หลังซื้อขายในช่วง 35.26-35.60 บาท/ดอลลาร์ โดยเงินบาทแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 7 สัปดาห์ เงินดอลลาร์แข็งค่าเทียบกับสกุลเงินสำคัญส่วนใหญ่ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่อัตราผลตอบแทนที่แท้จริงของพันธบัตรอายุ 10 ปีของสหรัฐฯแตะจุดสูงสุดรอบ 14 ปี โดยยอดค้าปลีกเดือนก.ค.ยังคงแข็งแกร่งเกินคาดแม้ธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด)ขึ้นดอกเบี้ยอย่างแข็งกร้าวในช่วงที่ผ่านมา ทั้งนี้ แบบจำลอง GDPNow ของเฟดสาขา Atlanta คาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯอาจขยายตัวสูงถึง 5.8% ในไตรมาส 3 หลังการเปิดเผยข้อมูลที่สดใส นอกจากนี้ รายงานการประชุมเฟดประจำวันที่ 25-26 ก.ค.ระบุว่าเจ้าหน้าที่เฟดเลิกคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯจะเข้าสู่ภาวะถดถอยในปีนี้ ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยสุทธิ 4,305 ล้านบาท และขายพันธบัตร 13,096 ล้านบาท โดยมีตราสารหนี้ครบอายุ 3,712 ล้านบาท ทางด้านธนาคารรัฐของจีนขายเงินดอลลาร์เพื่อพยายามชะลอการอ่อนค่าของค่าเงินหยวนท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจจีนที่อ่อนแรง สำหรับภาพรวมในสัปดาห์นี้ กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ กรุงศรี ระบุว่า ตลาดจะติดตามถ้อยแถลงของประธานเฟดวันที่ 25 ส.ค.ในงานสัมมนาธนาคารกลางที่เฟดเป็นเจ้าภาพที่เมือง Jackson Hole เพื่อประเมินทิศทางดอกเบี้ย ถึงแม้การจ้างงานสหรัฐฯกำลังชะลอตัวลงและอาจจำกัดการปรับขึ้นค่าจ้างในระยะถัดไปขณะที่เงินออมส่วนเกินกำลังใกล้จะหมดลง แต่เราคาดว่าเฟดอาจจะยังคงใช้เวทีนี้สื่อสารว่าเงินเฟ้อมีความเสี่ยงด้านสูง ซึ่งจะหนุนแรงส่งเชิงบวกต่อค่าเงินดอลลาร์ต่อไปในระยะนี้ อนึ่ง นักลงทุนจะจับตาการประเมินของผู้ดำเนินนโยบายต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวที่เร่งตัวขึ้นในช่วงนี้ สำหรับประเด็นในประเทศ มองว่า ตลาดจะให้ความสนใจกับการเปิดเผยตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2 ซึ่งคาดว่าจะขยายตัว 3.1% y-o-y ทางด้านรายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)เมื่อวันที่ 2 ส.ค.ระบุว่ากนง.ประเมินว่าดอกเบี้ยนโยบายเข้าใกล้ระดับที่เหมาะสม โดยกนง.เห็นพ้องว่าดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานานเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สะสมความเปราะบางต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินในอนาคตได้ นอกจากนี้ เราคาดว่าการโหวตเลือกนายกฯอาจส่งผลต่อกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายและบรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์สกุลเงินบาทเช่นกัน Views: 204

Share this post
Read More

วิจัยกรุงศรี มองทิศทางดอกเบี้ย

เศรษฐกิจโลก การประชุมธนาคารกลางสหรัฐและยุโรปสัปดาห์นี้ อาจส่งสัญญาณใกล้ยุติวงจรดอกเบี้ยขาขึ้น Views: 221

Share this post
Read More

กรุงศรีคาดเงินบาทสัปดาห์นี้ซื้อขายในกรอบ 34.00-34.80 

กรุงศรีคาดเงินบาทสัปดาห์นี้ซื้อขายในกรอบ 34.00-34.80 รอผลประชุมสามธนาคารกลางหลัก กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) มีมุมมองต่อทิศทางค่าเงินบาท ในสัปดาห์นี้ว่า เงินบาทสัปดาห์นี้มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 34.00-34.80 บาท/ดอลลาร์ เทียบกับสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทปิดแข็งค่าที่ 34.40 บาท/ดอลลาร์ หลังซื้อขายผันผวนในช่วง 33.75-34.72 บาท/ดอลลาร์ โดยเงินบาทแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 2 เดือน เงินดอลลาร์แข็งค่าเทียบกับสกุลเงินสำคัญส่วนใหญ่ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ตลาดปรับสถานะการลงทุนก่อนการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด) ธนาคารกลางยุโรป(อีซีบี)และธนาคารกลางญี่ปุ่น(บีโอเจ) โดยยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกในสหรัฐฯที่ร่วงลงบ่งชี้ว่าตลาดแรงงานยังอยู่ในภาวะแข็งแกร่งส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯฟื้นตัวขึ้นซึ่งสะท้อนว่าผู้ร่วมตลาดลดทอนความคาดหวังเกี่ยวกับความเร็วที่เฟดจะลดอัตราดอกเบี้ยในปี 67 ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทย 17 ล้านบาท แต่ซื้อพันธบัตรสุทธิ 14,668 ล้านบาท สำหรับภาพรวมในสัปดาห์นี้ กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ กรุงศรี ระบุว่า คาดว่าเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ย 25bp สู่ 5.25–5.50% ในการประชุมวันที่ 25-26 ก.ค. ซึ่งเรามองว่าจะเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งสุดท้ายแม้เฟดอาจจะยังไม่ส่งสัญญาณยุติวงจรดอกเบี้ยขาขึ้นในครั้งนี้เพื่อรอข้อมูลจนกว่าจะแน่ใจว่าเงินเฟ้อลดลงต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี ท่าทีดังกล่าวอาจหนุนค่าเงินดอลลาร์เพียงชั่วคราวเท่านั้น ตลาดจะให้ความสนใจกับตัวเลขการใช้จ่ายบริโภคส่วนบุคคลเดือนมิ.ย. โดยเราประเมินว่าภาวะ Soft landing ของเศรษฐกิจสหรัฐฯควบคู่ไปกับการชะลอตัวของเงินเฟ้อจะเป็นฉากทัศน์ที่เป็นลบที่สุดสำหรับเงินดอลลาร์ นอกจากนี้ คาดว่าอีซีบีจะขึ้นดอกเบี้ย 25bp เป็น 3.75% ในวันที่ 27 ก.ค. ส่วนผลประชุมบีโอเจในวันที่ 28 ก.ค.นักลงทุนคาดว่าจะคงนโยบายตามเดิม อนึ่ง เรามองว่าการดิ่งลงของค่าเงินเยนท้ายสัปดาห์ก่อนส่งผลให้ความเสี่ยงของเงินเยนเบ้ไปทางด้านแข็งค่ากรณีบีโอเจสร้างความประหลาดใจด้วยการปรับมาตรการควบคุมเส้นอัตราผลตอบแทน (yield curve control) สำหรับปัจจัยในประเทศ ผู้ว่าการธปท.ระบุว่ายังไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องหยุดการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย โดยมองว่าเงินเฟ้ออาจกลับมาสูงขึ้นในระยะถัดไปและควรมีการสร้างขีดความสามารถในการดำเนินนโยบาย(policy space) ทั้งนี้ ธปท.ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยครึ่งปีแรกจะขยายตัว 2.9% และครึ่งปีหลังจะเติบโตในอัตรา 4.2% โดยในมุมมองของธปท.เห็นว่านโยบายต้องให้น้ำหนักหลักไปที่การรักษาเสถียรภาพมากกว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่วนเงินบาทยังคงมีแนวโน้มผันผวนต่อไป เราคาดว่าข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯและการเมืองในประเทศจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนกระแสเงินทุนเต่างชาติในระยะนี้ Views: 229

Share this post
Read More

กรุงศรีคาดเงินบาทสัปดาห์นี้ซื้อขายในกรอบ 34.30-35.00 ดอลลาร์สร้างฐานต่ำลง

งานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) มีมุมมองต่อทิศทางค่าเงินบาท ในสัปดาห์นี้ว่า เงินบาทสัปดาห์นี้มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 34.30-35.00 บาท/ดอลลาร์ เทียบกับสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทปิดแข็งค่าที่ 34.60 บาท/ดอลลาร์ หลังซื้อขายในช่วง 34.50-35.22 บาท/ดอลลาร์ โดยเงินบาทแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 1 เดือน ขณะที่เงินดอลลาร์อ่อนค่าเทียบกับทุกสกุลเงินสำคัญในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยดัชนีดอลลาร์เมื่อเทียบกับตะกร้าสกุลเงินร่วงลงแตะจุดต่ำสุดในรอบ 15 เดือน ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯดิ่งลงหลังข้อมูลบ่งชี้ว่าดัชนีราคาผู้บริโภค(CPI)ทั่วไปปรับขึ้น 3.0% ในเดือนมิ.ย. ซึ่งถือเป็นอัตราการปรับขึ้นที่น้อยที่สุดในรอบกว่า 2 ปี ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานชะลอลงสู่ 4.8% นอกจากนี้ ดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนมิ.ย.ขยับขึ้นน้อยที่สุดในรอบเกือบ 3 ปี ทำให้นักลงทุนมั่นใจมากขึ้นว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด)กำลังเข้าใกล้จุดสิ้นสุดวัฏจักรการคุมเข้มนโยบาย ทั้งนี้ ตลาดสัญญาล่วงหน้าสะท้อนว่ามีโอกาส 96% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 25bp สู่ 5.25-5.50% ในการประชุมวันที่ 25-26 ก.ค. ซึ่งตลาดมองว่าจะเป็นการขึ้นดอกเบี้ยรอบสุดท้าย โดยนักลงทุนต่างชาติขายหุ้นและพันธบัตรไทยสุทธิ 514 ล้านบาท และ 3,527 ล้านบาท ตามลำดับ สำหรับภาพรวมในสัปดาห์นี้ กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ กรุงศรี ระบุว่า นักลงทุนจะติดตามข้อมูลยอดค้าปลีกเดือนมิ.ย.ของสหรัฐฯ นอกจากนี้ คาดว่าจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมจากทางการจีนภายในเดือนนี้ อนึ่ง ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนได้สร้างฐานใหม่หลังดัชนีดอลลาร์กลับเข้าสู่กรอบที่เคยซื้อขายในช่วงก่อนเกิดภาวะเงินเฟ้อโลกพุ่งขึ้นเมื่อเดือนมี.ค.ปี 65 โดยยิ่งเฟดส่งสัญญาณการขึ้นดอกเบี้ยอย่างแข็งกร้าวท่ามกลางเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลงยิ่งจะทำให้ตลาดมองไปถึงการลดดอกเบี้ยในปี 67 อย่างรวดเร็วมากขึ้น เราคาดว่าแรงส่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯจะแผ่วลง โดยเฉพาะการลดลงของระดับการออมส่วนเกินของผู้บริโภคซึ่งตรงข้ามกับการออมส่วนเกินระดับสูงในยุโรปและประเทศพัฒนาแล้วแห่งอื่นๆ สถานการณ์เช่นนี้สนับสนุนมุมมองหลักของเราที่ว่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มผันผวนในเชิงอ่อนค่าโดยอาจมีการฟื้นตัวสลับกลับขึ้นมาได้บ้างชั่วคราวระหว่างทาง สำหรับปัจจัยในประเทศ ตลาดการเงินจะให้ความสนใจกับการโหวตนายกรัฐมนตรีรอบสอง แนวทางการจัดตั้งรัฐบาล และนโยบายด้านเศรษฐกิจต่อไป โดยหากในสัปดาห์นี้มีความชัดเจนเกี่ยวกับประเด็นต่างๆมากขึ้นอาจส่งผลบวกต่อกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายและความต้องการถือครองสินทรัพย์สกุลเงินบาทได้เช่นกัน                                                      Views: 185

Share this post
Read More

บทวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจและการเงิน

เศรษฐกิจโลก แม้ความเสี่ยงต่อภาวะถดถอยเริ่มลดลง แต่โลกยังเผชิญความเสี่ยงจากดอกเบี้ยสูง การชะลอตัวของจีน และความขัดแย้งระหว่างจีน-สหรัฐ แม้ว่าตัวเลขจ้างงานที่แข็งแกร่งหนุนเฟดขึ้นดอกเบี้ยต่อ แต่ช่วยลดความเสี่ยงภาวะถดถอยในสหรัฐ ในเดือนมิถุนายน ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร เพิ่มขึ้น 209,000 ตำแหน่ง ชะลอตัวจากเดือนก่อนที่ 306,000 ตำแหน่ง ส่วนอัตราการว่างงานปรับตัวลงสู่ระดับ 3.6% ลดลงเล็กน้อยจากเดือนก่อนที่ 3.7% ท่ามกลางการเพิ่มขึ้นเกินคาดของค่าจ้าง ขณะที่ดัชนีภาคบริการที่รายงานโดย ISM ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 53.9 ขยายตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนที่ 50.3 สงครามการค้าจีน-สหรัฐมีแนวโน้มยืดเยื้อหลังจีนจำกัดการส่งออกแร่โลหะสำคัญ เพื่อตอบโต้มาตรการกีดกันการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงจากสหรัฐและพันธมิตร โดยประเด็นดังกล่าวคาดว่าจะนำไปสู่ปัญหาการขาดแคลนชิปและอาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องในระยะข้างหน้า ขณะที่ตัวเลขการจ้างงานที่แข็งแกร่งอาจส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อปรับลดลงช้าและเป็นปัจจัยที่ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ยังจำเป็นที่จะต้องใช้นโยบายการเงินตึงตัวต่อไปเพื่อควบคุมเงินเฟ้อให้กลับลงมาสู่กรอบเป้าหมายที่ 2% โดยข้อมูลจาก FedWatch Tools ล่าสุดบ่งชี้ถึงความน่าจะเป็นในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดในการประชุมเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ 95% เพิ่มขึ้นจาก 86.8% ณ สิ้นเดือนมิถุนายน ทั้งนี้ แม้ภาพดังกล่าวช่วยบรรเทาความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะถดถอยในสหรัฐที่ลดลง อย่างไรก็ตาม จากผลกระทบของนโยบายการเงินตึงตัว การชะลอตัวลงของตลาดแรงงานและเครื่องชี้ทางเศรษฐกิจอื่นๆ รวมถึงอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงที่เริ่มเป็นบวก วิจัยกรุงศรีประเมินว่าเฟดอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกเพียงครั้งเดียวในปีนี้สู่กรอบ 5.25-5.50% นโยบายปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานท่ามกลางเงินเฟ้อสูงอาจหนุนการบริโภคในประเทศฟื้นตัว และอาจเป็นสัญญาณการเปลี่ยนทิศทางนโยบายการเงินในญี่ปุ่น ในเดือนมิถุนายน ดัชนี PMI ภาคการผลิต พลิกกลับมาหดตัวอยู่ที่ 49.8 ส่วนดัชนี PMI ภาคบริการอยู่ที่ 54.0 ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 10 ขณะที่ค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยปรับเพิ่มขึ้น 2.5% YoY มากที่สุดในรอบ 6 เดือน นอกจากนี้ สมาพันธ์สหภาพแรงงานญี่ปุ่น (Rengo) เผยว่ากลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่รวมถึงขนาดกลางและเล็กมีการปรับขึ้นค่าแรงเฉลี่ย 3.58% หรือ 10,560 เยนต่อเดือน ซึ่งเป็นอัตราที่มากสุดในรอบ 3 ทศวรรษ ผลบวกจากการยกเลิกมาตรการควบคุมโควิด การกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติหลังเปิดประเทศ และนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายพิเศษ รวมถึงแนวโน้มการปรับขึ้นค่าจ้างแรงงาน คาดว่าจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตที่สำคัญและช่วยลดความเสี่ยงภาวะถดถอยในญี่ปุ่น ขณะที่การปรับตัวลงของราคาสินค้าโภคภัณฑ์คาดว่าจะช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อให้กลับสู่กรอบเป้าหมายในช่วงกลางปีหน้า ทั้งนี้ วิจัยกรุงศรีประเมินความเป็นไปได้มากขึ้นที่ BOJ…

Share this post
Read More