ประเทศไทยออกมาตรการรับประกันการใช้ไฟฟ้าสำหรับโครงการศูนย์ข้อมูล: ผลกระทบต่อผู้พัฒนาและผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรม Views: 242
Read MoreTag: ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย
คอนโดเปิดตัวใหม่ไตรมาส 3 เกรดบีมาแรง
ไนท์แฟรงค์ เผย ‘KingsQuare Residence’ แรงซื้อพุ่ง ทะลุเป้า 1,000 ล้านบาท ท่ามกลางความท้าทายของตลาด จับสัญญาณตลาดคอนโดมิเนียม ไตรมาส 3 ปี 2566 โครงการเปิดตัวใหม่มาแรงสุดอยู่ในกลุ่ม เกรด B ราคาขาย 80,000-149,999 บาท/ตร.ม. รองลงมา กลุ่มเกรด C ราคาขาย 80,000 บาท/ตร.ม. ร้อยละ 47 ไนท์แฟรงค์ เผยกลุ่มระดับซุปเปอร์ไพร์มและไพร์ม ใกล้โรงเรียนชั้นนำกระแสดี แรงซื้อพุ่ง เหตุผลวิจัยชี้ “อยู่เอง–ปล่อยเช่า” ดันมูลค่าเพิ่มกว่า 100% ในช่วงเวลา 10 – 15 ปี โชว์ผลงานยอดขายคอนโดมิเนียมระดับลักซ์ชัวรี่ บนถนนพระราม 3 ‘KingsQuare Residence’ (คิง สแควร์ เรสซิเดนซ์) หลังเปิดตัวกวาดยอดขายทะลุ 1,000 ล้านบาท ใน 2 ชั่วโมง บริษัท ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย จำกัด เผย ภาพรวมตลาดคอนโดมิเนียมในไตรมาส 3 ปี 2566 ฟื้นตัวเล็กน้อย หลังเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญ ทั้งการกลับมาของกำลังซื้อที่ช้าแซงหน้าอุปสงค์ที่ฟื้นตัว แม้จะมีอุปทานใหม่เติมเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ยูนิตสะสมที่เหลือสำหรับขายในโครงการราคาต่ำก็เพิ่มขึ้นด้วย นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยลบจากอัตราเงินเฟ้อของธนาคารกลาง รวมไปถึงหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ตลาดคอนโดมิเนียมในบางกลุ่มยังอยู่ในสภาวะทรงตัวถึงถดถอย กลุ่มคอนโดมิเนียมเปิดตัวใหม่มาแรงสุดอยู่ในกลุ่ม เกรด B ราคาขาย 80,000-149,999 บาท/ตร.ม. คิดเป็นร้อยละ 52 รองลงมาเป็นกลุ่มเกรด C ราคาขาย 80,000 บาท/ตร.ม. ร้อยละ 47 ในขณะที่เกรด A ราคาขาย 15,000 บาท/ตร.ม. ขึ้นไป มีเพียงร้อยละ 1 เท่านั้น โดยคอนโดมิเนียมเปิดตัวใหม่ ปักหมุดอยู่บริเวณชานเมืองของกรุงเทพฯ มากที่สุดร้อยละ 76 รองลงมา ทำเลบริเวณใจกลางเมือง ร้อยละ 16 ในขณะที่บริเวณรอบใจกลางเมือง ร้อยละ 8 ด้านตลาดคอนโดมิเนียมระดับซุปเปอร์ไพร์มและไพร์มยังคงเติบโตต่อเนื่อง แม้ว่าที่ดินเปล่าเพื่อพัฒนาโครงการจะน้อยลง แต่ความต้องการในตลาดกลุ่มนี้ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ซื้อชาวไทยและชาวต่างชาติ ซึ่งทำเลยังเป็นปัจจัยหลักที่จะทำให้กลุ่มผู้ซื้อตัดสินใจลงทุนเพื่อขายต่อในอนาคตเพราะเชื่อว่ายังสามารถทำราคาได้ดี อาทิ ทำเลใกล้โรงเรียนนานาชาติในย่าน CBD เริ่มมีบทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะชาวต่างชาติ อย่างไรก็ดี ท่ามกลางความท้าทายของตลาดเช่นนี้ บริษัท ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย จำกัด ที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ระดับโลก ได้ประสบความสำเร็จอย่างน่าทึ่งด้วยการเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมระดับลักซ์ชัวรี่ บนถนนพระราม 3 ‘KingsQuare Residence’ (คิง สแควร์ เรสซิเดนซ์) และใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมงหลังเปิดตัวกวาดยอดขายทะลุกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งเกินเป้าที่ตั้งไว้ ในฐานะตัวแทนและที่ปรึกษาแต่เพียงผู้เดียวสำหรับ ‘KingsQuare Residence’ บริษัท ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย ได้วางแผนการตลาดที่เน้นเจาะกลุ่มลูกค้าหลัก ได้แก่ กลุ่มลูกค้าระดับไฮเอนด์และกลุ่มผู้ปกครอง เนื่องจาก ‘KingsQuare Residence’ มีทำเลที่ตั้งอยู่ติดกับโรงเรียนนานาชาติคิงส์คอลเลจกรุงเทพฯ โดยผลจากการวิจัย ระบุว่า การตัดสินใจซื้อและลงทุนในโครงการคอนโดมิเนียมทำเลใกล้โรงเรียนที่ได้รับการยอมรับในชื่อเสียง เป็นปัจจัยที่ทำให้ยูนิตที่ซื้อนั้นมีมูลค่าเพิ่มขึ้นมากกว่า 100% ภายในช่วงเวลา 10 –…
Read Moreไนท์แฟรงค์ เจาะไทย-ต่างชาติปั้นวอลุ่มบ้าน-คอนโด
ไนท์แฟรงค์ รุกตลาดรับธุรกิจบริหารงานตลาดและขายเต็มพิกัด จัดทัพ 4 ทีมใหม่ “ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการที่พักอาศัย” ตั้งเป้าพร้อมเป็นพาร์ทเนอร์มืออาชีพสร้างแต้มต่อดีเวลอปเปอร์ ปั้นวอลุ่มยอดขายทะลุเป้าจากตลาดเป้าหมาย ลูกค้าซื้อเพื่ออยู่เอง กลุ่มนักลงทุนไทยและนักลงทุนต่างประเทศ ได้แก่ จีน ฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย ไต้หวัน เจาะตลาดบ้านและคอนโดมิเนียมหรู 10 ล้านขึ้นไป กรุงเทพฯ และปริมณฑล Views: 160
Read Moreโอกาสลงทุนอสังหาฯหลังเปิดประเทศ
นักพัฒนามองหา S-Curve ลูกใหม่ต่อยอดธุรกิจ
นายณัฎฐา คหาปนะ รองกรรมการผู้จัดการและหัวหน้าสำนักงานไนท์แฟรงค์ ภูเก็ต บริษัท ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ธุรกิจพัฒนาอสังหาฯ เพื่อขาย ไม่ว่าจะเป็นคอนโดฯ บ้านเดี่ยว บ้านแฝด หรือทาวน์เฮ้าส์ ล้วนอยู่ในยุคธุรกิจขาขึ้นมายาวนาน ซึ่งวงจรธุรกิจโดยทั่วไปจะเป็นเหมือนกราฟเส้นโค้งรูปตัวเอส หรือ S-Curve กล่าวคือธุรกิจจะมีการเติบโตที่ช้าในตอนเริ่มต้น การเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงกลาง และการเติบโตที่ช้าในตอนท้าย เมื่อธุรกิจพัฒนาเติบโตไปเรื่อยๆ ก็ถึงจุดอิ่มตัว จำเป็นต้องหา S-Curve เส้นใหม่มาแทน เพื่อให้เกิดการพัฒนาต่อได้ต่อเนื่อง ไม่ให้หยุดนิ่ง ซึ่งหนึ่งในหัวข้อคำถามที่ผู้นำองค์กรหรือบอร์ดบริหารให้ความสนใจก็คือ เมื่อธุรกิจพัฒนาอสังหาฯ เพื่อขายเริ่มเข้าใกล้จุดอิ่มตัว อะไรคือ S-Curve ต่อไป ที่จะเข้ามาทดแทนให้บริษัทก้าวต่อไป ไม่ตกอยู่ในภาวะถดถอย ซึ่งการค้นหาธุรกิจใหม่ในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องง่าย โดยการหา S-Curve ต่อไปของบริษัทนั้น มักจะแบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ 1. การเข้าสู่ธุรกิจใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเดิม เช่น การตั้งธุรกิจโรงพยาบาลวิมุตของ PSH, ธุรกิจศูนย์การค้าและธนาคารของ LH, ธุรกิจศูนย์พัฒนาผู้นำและผู้บริหารระดับสูง หรือ SEAC ของ AP, ธุรกิจบริหารกองหนี้ของ SIRI ร่วมกับ XSpring AMC หรือจะเป็นธุรกิจสตาร์ทอัพต่างๆ ซึ่งในแต่ละธุรกิจมักจะมีผู้เล่นที่แข็งแกร่งในตลาดนั้นอยู่แล้วจึงถือเป็นความเสี่ยงจากความไม่เชี่ยวชาญในการเข้าไปลงทุน แต่ก็แลกมาด้วยโอกาสในลักษณะ Blue Ocean 2. ต่อยอดจากธุรกิจเดิมโดยการเพิ่มมูลค่า ลดต้นทุน หรือปรับโมเดลธุรกิจใหม่ สำหรับในแวดวงนักพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อขายไม่ว่าจะเป็นที่อยู่อาศัยแนวราบหรือแนวสูงก็ตาม จะเห็นได้ว่าธุรกิจ Hotel&Hospitality ถือเป็นหนึ่งใน S-Curve ลูกต่อไปที่นักพัฒนาอสังหาฯ ให้ความนิยม เนื่องจากสามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่แล้วรวมกับจุดแข็งจากธุรกิจเดิมไม่ว่าจะเป็นกลุ่มฐานลูกค้า คอนเนคชั่นผู้รับเหมาและบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับงานด้านอสังหาฯ สิ่งเหล่านี้สามารถนำมาทดลองและต่อยอดได้อย่างรวดเร็ว ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการนำเชนการบริหารโรงแรมที่มีชื่อเสียงเข้ามาบริหารนิติบุคคลอาคารชุด หรือ Branded Residence Condo การผสานโมเดลธุรกิจบริการเข้ากับการขายอาคารชุด เป็นการเพิ่มมูลค่าและยกระดับคุณภาพชีวิตให้ผู้อยู่อาศัยให้ดีขึ้นตามเกรดของคอนโดมิเนียมนั้น นอกจากนี้การมีเชนโรงแรมมาบริหารส่วนใหญ่จะได้สิทธิประโยชน์จากแบรนด์โรงแรมในเครือ…
Read More