แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เปิดแผนลุยโครงการใหม่ มูลค่า 20,660 ล้านบาท เตรียมซื้อที่ดิน 11,000 ล้านบาท มีแผนที่จะออกหุ้นกู้อีกจำนวน 12,000 ล้านบาท

นายนพร สุนทรจิตต์เจริญ ประธานคณะกรรมการบริษัท บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปี 2564 มีแผนการดำเนินงานเปิดโครงการใหม่ 12 โครงการ มูลค่ารวม 20,660 ล้านบาท แบ่งแยกเป็นโครงการในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล 11 โครงการ และต่างจังหวัด 1 โครงการ ทั้งนี้หากแบ่งตามประเภทของที่อยู่อาศัยได้ดังนี้ (โครงการที่ Mix นับแยกตามประเภทสินค้า นับซ้ำโครงการ) โครงการบ้านเดี่ยว 5 โครงการ โครงการบ้านแฝด 2 โครงการ โครงการทาวน์เฮ้าส์ 5โครงการ คอนโดมิเนียม 2โครงการ รวมจำนวนโครงการที่เปิดดำเนินการทั้งสิ้นในปี 2564 ทั้งหมด 87 โครงการ และตั้งเป้ายอดขาย (Booking) 28,000 ล้านบาท และเป้าหมายรับรู้รายได้จากยอดโอนกรรมสิทธิ์ 30,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ ณ ต้นปี 2564 บริษัทฯมีโครงการที่เปิดดำเนินการอยู่ทั้งสิ้น 75 โครงการ เป็นโครงการในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 45 โครงการ และต่างจังหวัด 30 โครงการ
โดยเตรียมงบลงทุนไว้ทั้งหมดประมาณ 11,000 ล้านบาท ประกอบด้วย งบสำหรับการซื้อที่ดินเพื่อการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยประมาณ 6,000 ล้านบาท และงบลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์เพื่อการให้เช่าอีกจำนวน 5,000 ล้านบาท และมีแผนที่จะออกหุ้นกู้อีกจำนวน 12,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ จากแผนการดำเนินงาน ทำให้คาดว่า ณ สิ้นปี 2564 บริษัทฯ จะมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับเมื่อสิ้นปี 2563 โดยจะมีต้นทุนทางการเงินเฉลี่ยลดลงกว่าระดับเฉลี่ย ณ สิ้นปี 2563 เล็กน้อย
ทั้งนี้ ในปี 2563 เปิดโครงการใหม่ 16 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 28,620 ล้านบาท ซื้อที่ดินมูลค่าโดยรวม 4,600 ล้านบาท ลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการให้เช่า มูลค่ารวม 2,200 ล้านบาท ออกหุ้นกู้ มูลค่ารวม 8,400 ล้านบาท ระยะเวลา 2-3 ปี อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 2.29% ต่อปี
ขณะที่บริษัท LHMH ได้ดำเนินการพัฒนาโครงการอีก 1 โครงการ คือโครงการ Grande Centre Point Lumpini บนที่ดิน 6-2-73.5 ไร่ ในรูปแบบ Mixed Use ประกอบด้วย โรงแรม จำนวน 512 ห้อง อาคารสำนักงาน 13,000 ตารางเมตร มูลค่าการลงทุน 4,830 ล้านบาท แล้วเสร็จประมาณ Q1/2567
ส่วนบริษัท LH USA ได้ขายโครงการอพาร์ทเมนท์ The Mode Residence ในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ให้กับบุคคลที่ไม่มีความสัมพันธ์กับบริษัท ในราคา 80.05 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทย ประมาณ 2,415 ล้านบาท โดยมีกำไรก่อนภาษีประมาณ 13.77 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 416 ล้านบาท

กรรมการผู้จัดการ กล่าวว่า ฐานะการเงินของบริษัทฯ ณ สิ้นปี 2563 บริษัทและบริษัทย่อยมีหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิจำนวน 47,000 ล้านบาท โดยมีสัดส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนอยู่ที่ประมาณ 92% และต้นทุนทางการเงินเฉลี่ยอยู่ที่ 2.3% โดยในปี 2563 ที่ผ่านมา บริษัทฯ มีรายจ่ายด้านการลงทุนประมาณ 6,800 ล้านบาท แบ่งเป็นรายจ่ายในการซื้อที่ดินเพื่อการพัฒนาที่อยู่อาศัย 4,600 ล้านบาท และรายจ่ายในการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการให้เช่า มูลค่ารวม 2,200 ล้านบาท ประกอบด้วย การลงทุนในการพัฒนาโครงการ Shopping Mall – Terminal 21 จำนวน 900 ล้านบาท และการลงทุนในธุรกิจโรงแรมและอพาร์ทเมนต์ จำนวน 1,300 ล้านบาท
สำหรับตลาดที่อยู่อาศัยโดยรวมในปี 2563 จากตัวเลขโดยรวมของบ้านจดทะเบียนเพิ่มเฉพาะประเภทจัดสรร ตั้งแต่ ม.ค.- ต.ค. 2563 ยอดบ้านจดทะเบียนเพิ่มประเภทจัดสรร มีจำนวนรวมทั้งหมด 74,931 หน่วย ลดลง 9.5 % เทียบกับช่วงเวลา 10 เดือนของปี 62 ที่มีจำนวน 82,818 หน่วย ประมาณการบ้านจดทะเบียนเพิ่มเฉพาะที่จัดสรรที่เกิดขึ้นทั้งปี 2563 มีจำนวนรวม 87,350 หน่วย ลดลง 10.7% เมื่อเทียบกับทั้งปี 2562 ประเภทจัดสรร มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 97,838 หน่วย
โดย ณ ต้นปี 2563 บริษัทฯ มีจำนวนโครงการที่เปิดดำเนินการ ทั้งสิ้นรวม 78 โครงการ เป็นโครงการในกทม. และปริมณฑล 50 โครงการ ต่างจังหวัด 28 โครงการ รวมโครงการที่เปิดใหม่ ระหว่างปี 16 โครงการ รวมโครงการที่เปิดดำเนินการในปี 63 มีจำนวนทั้งหมด 94 โครงการ สำหรับโครงการที่เปิดใหม่ 16 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 28,620 ล้านบาท จำแนกเป็น (โครงการที่ Mix สินค้า นับแยกออกตามประเภทสินค้า นับซ้ำโครงการ) โครงการบ้านเดี่ยว 11 โครงการ โครงการบ้านแฝด 3 โครงการ และโครงการทาวน์โฮม 3 โครงการ
